left_menu_01left_menu_02left_menu_03left_menu_04left_menu_05left_menu_06
left_menu_07chinese_diningleft_menu_09
left_menu_10
 
 
hometravelmapworld_heritageairlinehotelweathercontact_us


วัฒนธรรมด้านอาหารการกิน

 
    ประเทศจีนมีประวัติความเป็นมาช้านานกว่า 5-6 พันปี วันฒนธรรมด้านอาหารการกินจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และอยู่เคียงคู่กับคนจีนมาตลอด วัฒนธรรมอาหารการกินนั้นก็คือวัฒธรรมและเทคนิคการปรุงอาหารของประเทศจีน เทคนิคการปรุงอาหารของประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ยอมรับและลือชื่อไปทั่วโลกนั้นก็คือ อาหารจีนมีสีสันสวยงามและรสชาติโอชา อาหารพวกนี่พัฒนามากสถานที่ที่มีอาหาศและสิ่งแวดล้อมอันหลากหลายรวมทั้งยังมีศาสนาที่แตกต่างกันและชนเผ่ามากมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีในการรับประทานอหารที่ไม่เหมือนกัน วิธีการปรุงได้ผ่านระยะเวลามาช้านาน เกิดเป็นลักษณะเฉพาะตัวประจำท้องถิ่น ประจำเผ่า อาหารจีน ที่ได้รับการยกย่องจากต่างชาติ มีดังนี้
 
dining_1_1dining_1_2dining_1_3dining_1_4dining_1_5dining_1_6
 
อาหาร 4 ตระกูล ได้แก่
อาหารหลู่ (ซานตง) - อาหารชวน (เสฉวน) - อาหารเยียะ (กวางตุ้ง รวมแต้จิ๋ว) - อาหารหวายหยาง (ลุ่มแม่น้ำแยงซี)

อาหาร 8 ตระกูล ได้แก่
อาหารหลู - อาหารชวน - อาหารเยียะ - อาหารหวายหยาง - อาหารเจ๋อ (หางโจว) - อาหารหมิ่น (ฮกเกี้ยน) - อาหารเชียง (หูหนาน) - อาหารฮุย (อานฮุย)

อาหาร 10 ตระกูล ได้แก่
อาหารหลู่ - อาหารชวน - อาหารเยียะ - อาหารหวายหยาง - อาหารเจ๋อ - อาหารหมิ่น - อาหารเชียง - อาหารฮุย - อาหารฮู่ (เซี่ยงไฮ้) - อาหารจิง (ปักกิ่ง)

     นอกจากนี้ยังมีอาหารในพระราชสำนักซึ่งยึดเอาอาหารหลู่เป็นอาหารหลักในขณะเดียวกันก็รวมความเด่นของอาหารแต่ละตระกูลให้มีสีสัน รสชาติ แต่งชื่อให้ไพเราะเปนสิริมงคล เช่น ไป๋เหนี่ยวเฉาเฟิ่ง ร้อยนกเผ่าหงส์ หยิวหลงซี่เฟิ่ง มังกรหงส์ร่วมรำ เจียงซานว่านไต้ ชาติชั่วนิรันดร์ ว่านโซ่วอู๋เจียง ยั่งยืนหมื่นปี
 
dining_2_1dining_2_2dining_2_3dining_2_4dining_2_5dining_2_6
 

อาหารเจ มีความเป็นมาอย่างลึกลับและมีประวัติอันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พัฒนามาจากศาสนาพุทธ (มหายาน) ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารที่พิเศษหนึ่งเดียวของจีนและได้ผ่านการพัฒนา ปรับปรุงเป็นเวลาช้านานจนถึงปัจจุบันนี้ จัดได้เป็น 3 ตระกูล ดังนี้

  • อาหารเจสำหรับพระราชสำนัก
  • อาหารเจสำหรับในวัด
  • อาหารเจสำหรับประชาชน
อาหารยาจีน ซึ่งเป็นอาหารพิเศษเฉพาะชนิดหนึ่งของจีนประชาชนจีนปรุงอาหารเพื่อรับประทานในชีวิตประจำวัน โดยผสมผสานระหว่างการอิ่มท้องและบำรุงรักษาร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ฉะนั้นจึงได้พัฒนาเป็นอาหารยาจีน โดยนำยาสมุนไพรและอาหารมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีรสชาติชวนรับประทาน อาหารจำพวกนี้ไม่เหมือนอาหารในแบบปัตตุบันที่คำนวณแต่เพียงแคลอรี่ของอาหาร แต่อาหารยาจีนยังได้เน้นหนักกับการบำรุงการเสริมกระตุ้นพลังงานของร่างกายมนุษย์ ซ่อมแวมส่วยต่าง ๆ ของเซลล์มีภูมิต่อต้านหลีกเลี่ยงโรคภัย ป้องกันเสริมสร้างรักษาร่างการให้แข็งแรงอีกทั้งยังสามารถยับยั้งความชราได้อีกด้วย
 

ชา และ เหล้าจีน

    วัฒนธรรมการดื่มชาของประเทศจีน คนจีนมีวัฒนธรรมในการดื่มชามานานกว่า 5 พันปีแล้ว นับตั้งแต่เสินหนง พูดว่าต้นกำเนิดของชาในโลกนี้เกิดมาจากจีนทั้งสิ้น ภายหลังจึงได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ จนกลายเป็นวิธีการดื่มชาที่แตกต่างกันออกไปหลากหลายชนิด ชาโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ ได้แก่ ชาที่ใส่ยีสต์ และ ชาไม่ใส่ยีนต์
 
ชาไม่ใส่ยิสต์

    ระบบชาเขียว เป็นชาอบแห้งโดยไม่ใส่ยีสต์ น้ำและใบเป็นสีเขียว ภายหลังชาชนิดนี้เผยแพร่ไปที่ญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการชงชาอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเข้าใจผิดคิดว่า ชาเขียวเป็นชาญี่ปุ่นซึ่งความจริง และชาวญี่ปุ่นที่ได้เข้ามาศึกษาในประเทศจีนในสมัยราชวงค์ถังพร้อมทั้งเหล่าคณสงฆ์ได้เรียนรู้แต่วิธีดื่มชาเขียวเท่านั้น ภายหลังจึงนำแต่ชาเขียวกลับไปยังประเทศตน และแทบจะไม่ได้สัมผัสรสชาติของชาอื่น ๆ เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงรู้จักแต่ชาเขียวเท่านั้น ชาเขียวที่ดีและแพงเป็นอันดับหนึ่งของจีนและโลกคือ ชาหลงจิ่ง ที่นครหางโจว โดยเฉพาะเมื่อนำชาชนิดนี้มาชงกับน้ำพุเสือตะกุ้ยจะได้รสชาติที่ดีที่สุด ชาชนิดนี้สามารถปลูกรอบบ่อน้ำพุหลงจิ้ง เพียง 80 กิโลเมตร เท่านั้น ถ้าไกลจากระยะหางที่กำหนด รสชาติก็จะแตกต่างกันออกไป

ชาที่รถชาติที่ดีที่สุด 10 อันดับของจีน

ได้แก่ 1. หลงจิ่ง (หางโจว) 2. ปี้หลอชุน (ต้าถิง) 3. ถุนลี่ (อานฮุย) 4. เหมาเฟิง (หวางซาน) 5. โหวขุย (ไท่ผิง) 6. กางเพี่ยน (ลิ่วอาน) 7. หยินเจิน (จินซษน) 8. เหมิงติ่ง (เสฉวน) 9. ยินอู้ (หลูซาน) 10. หลางจิ้ว (กู่หลิง)

ชาขาว เป็นตระกูลหนึ่งของชาเขียว ไม่ใส่ยีสต์ เนื่องด้วยเวลาที่ชงน้ำของชาที่ได้จะค่อนข้างใส และด้านหลังของใบชาจะมีลักษณะเป็นขนสีเงิน และดูเป็นสีขาว ๆ จึงเรียกว่าชาชาว เช่น “หยินเจินไป๋หาว” เป็นตระกูลชาที่หาได้ยาก

ชามะลิ (ชาอบด้วยดอกไม้) เป็นตระกูลชาเขียวชนิดหนึ่งไม่ใส่ยีสต์ ใบชาเป็นเป็นธรรมดาทั่วไป รสชาติไม่ค่อยดี ใช้ดอกมะลิหรือดอกจำปี อบจนเป็นชื่อของชนิดชานั้นๆ

chinese_tea_01
chinese_tea_02
 
ชาใส่ยีสต์

ระบบชาแดง
(ชาฝรั่ง ชาดำ) เป็นชาชนิดหนึ่งที่มีกรรมวิธีหมักด้วยการใส่ยีสต์ให้ใบชาฟูเต็มที แล้วอบให้แห้ง บางครั้งบดเป็นผง เนื่องจากใบชาที่ชงนั้นจะมีน้ำค่อนข้างแดงฉะนั้นจึงได้ชื่อว่า “ชาแดง” มีด้วยกันหลายยี่ห้อเช่น “ฉีหง” (มณฑลอานฮุย) “เตียนหง” (ยูนนาน) “อี๋หง” (หูเป่ย) “ชวนหง” (เสฉวน) ชาวจีนนิยมดื่มชาแดงไม่ใส่น้ำตาล ภายหลังชาแดงพวกนี้ได้แพร่หลายไปยังยุโรป คนส่วนมากนิยมเอามาใส่นมและน้ำตาลพัฒนาเป็นหลายชนิด ซึ่งส่วนมากผลิตจากประเทศศรีลังกาและอินเดีย เช่น ชาลิปตัน ส่วนชาวมองโกล และชาวทิเบตเวลาดื่มชาส่วนใหญ่นิยมใส่แป้ง น้ำมันเนย เกลือ และนมม้าหรือนมจากแกะ จนกลายเป็นดท่มชาอีกชนิดหนึ่ง วิธีการดื่มชาชนิดใหม่นี้(ใส่นมและน้ำตาล) คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นชาของฝรั่ง ที่จริงแล้วไม่ว่าชาแดงที่ผลิดจากประเทศศรีลังกาหรืออินเดีย ต้นตระกูลของชาก็มาจากจีนทั้งสิ้น

ระบบชาอูหลง เป็นชาใส่ยีสต์มักให้กี่งฟูตรงกลางของใบยังเห็นเป็นสีเขียวบ้างเล็กน้อย ขอบใบสีแดง ส่วนมากผลิตที่อำเภอแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไต้หวัน ความหอมของใบชาซึ่งได้จากตัวยีสต์ เช่นยี่ห้อเถียะกวนอิม หมิงเซียง สุ่ยเซียน อี้จื่อเซียง เป็นต้น ส่วนกรรมวิธีในการชงชาชนิดนี้ ขั้นตอนค่อนข้างสลับซับซ้อนต้องใช้เวลาและความเพียร คนจีนจึงเรียกว่า “ชากังฮู”

ชาผู่เอ่อ เป็นชาใส่ยีสต์ชนิดหนึ่ง ที่ผลิตในยูนนานเพียงแห่งเดียว และเป็นชาที่นิยมเป็นอย่างมากของชาวกวางตุ้ง ที่พิเศษนั้นยีสต์ที่อยู่ในใบชาเป็นยีสต์ที่ยังมีชีวิตอยุ่ ดังนั้นวิธีเก็บรักษาแม้ผ่านเวลานานใบชาก็จะไม่เสีย กลับยิ่งเพิ่มความหอมมากขึ้น ปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมนำมาชงดื่มร่วมกับเก๊กฮวย จึงมีชื่อเรียกกันว่า “ก๊กโผว” (ภาษากวางตุ้ง) นิยมกันที่ กวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย และสิงคโปร์ ชาขนิดนี้ยิ่งเก็บนานยิ่งดี

ชาอัด (ชาส่งขายชายแดน) เนื่องด้วยชาชนิดนี้ต้องส่งไปขายที่ชายแดน ถิ่นทุรกันดาร และอยู่ห่างไกล หนทางที่ขนส่งก็ค่อนข้างลำบาก ฉะนั้นจึงต้องบรรจุให้แน่น เพื่อสะดวกในการขนส่ง และชาที่ใช้ก็เป็นเกรดต่ำ รวมกิ่ง ก้าน ใบตอนที่ตัดแต่ง ก่อนย่างเข้าสู่ฤดูหนาว นำมาป่นและอัดแน่นจึงได้ชื่อว่า ชาอิฐ นับได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่นิยมและขาดไม่ได้เลยในหมู่ชาวปศุสัตว์ ชาชนิดนี้จัดอยู่ในจำพวกชาผู่เออ

 
เหล้า

     เหล้าของจีน เชื่อกันว่า “เหล้าดื่มมากไม่ดีแต่ถ้าไม่มีเหล้าก็ไม่ได้” ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรา ไม่ได้ระบุไว้ว่า คนเรารู้จักดื่มเหล้าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เชื่อกันว่าหลังจากการอิ่มท้องแล้ว จึงประดิษฐ์เครื่องดื่มที่มีรสชาติแปลกๆออกมา หรือคงจะเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญของคนเรา เหล้าของจีนมียี่ห้อมากมายหลากหลาย รวมทั้งเหล้าขาวนับร้อยยี่ห้อก็คงได้ เหล้าขาวที่ติดอันดับของจีนได้แก่
เหมาไถ - อู่เหลียงเย่ะ - หลูโจวเหล่าเจี่ยว - เฟินจิ่ว - ซีเพ่ง -กู่จิ่ง - เซ่าชิง (นารีแดง) - จู๋เยียะชิง (ไผ่เขียว) - ต่งจิ่ว - เฉินกัง - เบียร์ - ไวน์ - เหล้ายา (ยาดองเหล้า) เป็นระบบเหล้าของจีนโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งใช้ในการบำรุงและการรักษาโรคโดยตรง
 
chinese_jiu_01
chinese_jiu_02
chinese_jiu_03
 
 
 
left_menu_12
 
 
back_to_top
hometravelmapworld_heritageairlinehotelweathercontact_us