left_menu_01left_menu_02left_menu_03left_menu_04left_menu_05left_menu_06
left_menu_07tv12_06left_menu_09
left_menu_10
 
 
hometravelmapworld_heritageairlinehotelweathercontact_us


มิถุนายน

 
       ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี
ประเทศจีนมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายแตกต่างกันไป ทำให้อุดมด้วยทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครบทุกรูบแบบ สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะมีความสวยงามหลากหลายแตกต่างกันไปตามฤดูกาล บางแห่งสวยงามที่สุดยามดอกไม้เปลี่ยนสี บางแห่งงดงามสุดในช่วงดอกไม้บาน ฉนั้นการไปให้ได้ชมบรรยากาศที่ดีที่สุด ก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งในเขตภูเขาที่ราบสูง อากาศอบอุ่นกำลังดี เหมาะสำหรับไปท่องเที่ยวเกือบทั่วทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะเขตทางทิศตะวันตกของประเทศจีน ที่ยังเป็นเขตธรรมชาติที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี จนได้สมญานามว่าดินแดนธรรมชาติที่บริสุทธิ์แห่งหนึ่งของโลกที่ยังเหลืออยู่ สถานที่ที่เหมาะสมแก่การไปเยือนได้แก่
 

ทุ่งหญ้าหนานซาน ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง มณฑลซินเจียง / Nanshan Grassland

nanshan_1
 
 
nanshan_2
 
ทุ่งหญ้าหนานซาน อยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาเทียนซาน และเมืองอูหลู่มู่ฉี ทุ้งหญ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาเคอลาลู ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติของป่าเขา ลำธาน น้ำตก แมกไม้ และทุ่งหญ้าเขียวขจีที่สวยงาม สองข้างทางเป็นเนินเขาที่โล่งเตียนเสมือนเป็นที่ดินที่ไร้ประโยชน์ เขตหนานซานมีการเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในฤดูร้อนชาวเมืองอูหลู่มู่ฉีจะพากันพักตากอากาศบนเขาหนานซาน ที่มีอากาศเย็นสบายกว่าในเมือง บริเวณทุ้งหญ้าแห่งนี้จะม้าไว้คอยบริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากออกไปเที่ยวบริเวณรอบๆทุ่งหญ้า ม้าเหล่านี้เชื่อง ฝึกไว้ให้บริการกับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยจะพาไปเที่ยวชนจุดต่างๆที่ห่างออกไป “วิถีชนเผ่าฮาชัก จะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนกินข้าวหม้อเดียวกัน ภายในจะมีเครื่องปรุง เช่น กระเทียม หัวหอม แคร์รอต ใส่รวมกัน และมีความผูกพันกับม้าตั้งแต่ เด็ก ต้องดื่มนมม้า พอโตขึ้นก็หัดขี่ม้า และเลี้ยงม้า” ในปีหนึ่งหนุ่มสาวชาวฮาชักมักจะเลือกคู่ครองกันในช่วงฤดูร้อน คือประมาณในเดือนหก ประเพณีที่เรียกว่า “หนุ่มไล่สาว สาวไล่หนุ่ม” นับเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเที่ยวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
 

ทะเลสาบเทียนฉือ มณฑลซินเจียง / Heaven Lake

heaven_lake_1
heaven_lake_2
 
ทะเลสาบเทียนฉือ (Tian Chi ) หรือ ทะเลสาบสวรรค์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองอูหลู่มู่ฉี่ ที่นักเดินทางทุกคนที่มาเยือนจะต้องไม่พลาดไปชม ทะเลสาบเทียนฉือ เป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาเทียนซาน อยู่ห่างจากตัวเมืองอูหลู่มู่ฉีไปทางทิศตะวันตกประมาณ 110 กิโลเมตร ทะเลสาบเทียนฉือ ตั้งอยู่ในใจกลางของเทือกเขาเทียนซาน ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยขุนเขาหิมะทั้ง 4 ทิศ เทือกเขาเทียนซาน เป็นเทือกเขาที่มีขนาดใหญ่เขาหนึ่งในเอเชีย มีความยาวจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตกถึง 2,500 กิโลเมตร โดยอยู่ในประเทศจีน 1,800 กิโลเมตร และในประเทศคาซัคสถานอีก 700 กิโลเมตร เมื่อมองจากแผนที่อากาศ จะแลเห็นแนวเทือกเขาเลื้อยพาดผ่านดุจพญามังกร 3 ตัวกำลังคะนอง โดยมียอดเขาที่ถูกปกคลุม ด้วยหิมะอันขาวโพลนตลอดทั้งปีกว่าพันยอด ยอดเขาที่สูงที่สุดของเทียนซานสูงถึง 7,435 เมตร คือยอดกัวมูเออร์ และยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองก็คือ ป้อเคอต้าซาน

ตำนานของทะเลสาบเทียนฉือ ได้เล่าไว้ในตำนาน มู่เทียนจื่อ (Mu Tian Zhi) ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้นั้นเป็นที่ประทับของเจ้าแม่ซีหมู่หวาง (Xi Mu Wang) โจวมู่หวาง (Zhou Mu Wang) เป็นกษัตริย์ในราชวงค์โจวตะวันตก ได้เสด็จประพาสมาดินแดนในภาคตะวันตกไกล จนมาถึงเหยาฉือและได้มาพบพากับซีหมู่หวาง ซีหมู่หวางได้ให้การต้อนรับโจวมู่หวางเป็นอย่างดียิ่งทั้งสองได้สนทนากันอย่างสนิทสนมจนรู้ใจ ก่อนลาจากกันโจวหมู่หวางได้ มอบผ้าไหมจากนครฉางอานแก่ซีหมู่หวางเป็นที่ระลึก และซีหมู่หวางก็ได้มอบหยกขาวจากเทือกเขาคุนลุ้นโจวหมู่หวาง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจยามห่างไกล และก่อนจากกัน เขาได้สัญญากันว่าอีกสามปีข้างหน้าจะควบม้าฝ่าทะเลทราย และขุนเขาอันยะเยือกเพื่อกลับมาหากัน เมื่อสามปีผ่าน ซีหมู่หวางเฝ้ารอคอยการกลับมาของโจวมู่หวางที่ตำหนักเหยาฉือด้วยความโศกเศร้าเชิงตัดพ้ออย่างรันทดใจที่มิได้พบหน้ากับโจวมู่หวางอีกเลย สถานที่แห่งนี้ จึงเป็นสถานที่ประทับ เหยาฉือของเจ้าแม่ซีหมู่หวาง โดยได้มีการสร้างศาลบูชาเจ้าแม่
 

อุทยานคานาส ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง มณฑลซินเจียง / Kanas

kanas_lake_1
kanas_lake_4
kanas_lake_5
kanas_lake_9
 
kanas_lake_9
kanas_lake_2
kanas_lake_6
kanas_lake_7
 
ดินแดนบริสุทธิ์แหล่งสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ อุทยานคานาส ตั้งอยู่ภาคเหนือของอำเภอปู้เอ้อจิ้ง ห่างจากอำเภอเบอร์ชินไป 150 กิโลเมตร ทะเลสาบคานาสเป็นทะเลสาบบนภูเขาอาเอ่อไท่ (หรือเทือกเขาอัลไต) คำว่าคานาส เป็นภาษามองโกล หมายถึง ทะเลสาบในหุบเขา

ทะเลสาบคานาส สูงเหนือระดับทะเล 1,374 เมตร ส่วนลึกที่สุด 188.5 เมตร (ลึกที่สุดในจีน) กินพื้นที่ 45.73 ตารากิโลเมตร รอบๆบริเวณทะเลสาบคานาซเป็นภูเขาหิมะ มีทิวทัศน์สวยงาม ทะเลสาบคานาซมีพันธุ์ต้นไม้ที่มีค่าชนิดต่างๆ เป็นพันธุ์ไม้ที่รู้จักประมาณ 800 ชนิด สัตว์ป่า 39 ชนิด สัตว์ปีก 117 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 4 ชนิด ปลา 7 ชนิดและแมลงกว่า 300 ชนิด ในจำนวนนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่มีเฉพาะในซินเกียงและในจีนเป็นจำนวนมาก ในทะเลสาบคานาส มีป่าไม้ทุ่งหญ้าและแม่น้ำ มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ทะเลสาบคานาส มีรูปลักษณะยาวเหมือนฝักถั่ว เกิดจากธารน้ำแข็งปกคลุมแม่น้ำคานาสในยุดเมื่อประมาณ 20,000 ปีมาแล้ว คานาสเป็นทะเลสาบภูเขาสูง หนาแน่นด้วยพรรณไม้ ต้นหญ้าและดอกไม้ป่า มีหิมะและน้ำแข็งเกาะหนาแน่นในฤดูหนาว มีอุณหภูมิที่แตกต่างในฤดูร้อนและฤดูหนาว น้ำใสสะอาด สามารถเปลี่ยนเป็น สีดำ ฟ้า เขียวเข็ม ฟ้าคราม ขาวน้ำนม และสีชมพู จนมีคนตั้งฉายาว่า “ทะเลสาบเปลี่ยนสี” บางคนเรียกคานัสว่า “ทะเลสาบอสูรกาย” อาจเป็นเพราะเรื่องเล่าขานในนิยายพื้นบ้านของชนเผ่าถูหว่า ที่ว่าคานาสเป็นที่อยู่ของอสูรกายที่มีพละกำลัง สามารถเดินบนเมฆได้ กินม้า วัว และ แกะ ที่หากินอยู่ริมทะเลสาบเป็นอาหาร  ในปี 1985 ชาวรัสเซียผู้หนึ่งได้จับปลาที่มีขนาดใหญ่โตถึง 10-15 เมตร  มีน้ำหนัก 4 ตันได้ หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ช่างภาพ และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมได้เดินทางมาเพื่อพิสูจน์ค้นคว้าเสาะหาปลายักษ์ คงพบเพียงปลาพันธุ์พื้นเมืองชื่อ GIANT RED FISH ที่มีความยาวประมาณ 3-4 เมตรเท่านั้น หลายคนเล่าว่าเมื่อขึ้นไปบนภูเขาสูงและมองลงมาที่ทะเลสาบ เคยมองเห็นปลายักษ์แหวกว่ายไปมา ดังนั้นทุกวันนี้นอกเหนือจากการมาเที่ยวชื่นชมความงามของทะเลสาบและธรรมชาติโดยรอบแล้ว ยังมีผู้คนมากมายมาคอยเฝ้าดูการปรากฏตัวของปลายักษ์บนหอชมปลาอีกด้วย

ทะเลสาบวงพระจันทร์ หรือ เย้เลี่ยงวาน เป็นทะเลสาบที่มีตำนานเล่าขานว่าเป็นทะเลสาบที่มีรอยเท้าของเจงกิสข่าน ซึ่งบอกกันว่าเป็นรอยเท้าก่อนที่ท่านจะเดินทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้จะมีหลากหลายสีและสีของน้ำทะเลสาบนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ กับลักษณะของท้องฟ้าในยามนั้นถ้าท้องฟ้ามีลักษณะครึ้มสีของทะเลสาบแห่งนี้ จะมีสีฟ้าครามและในเวลาที่ท้องฟ้าแจ่มใสทะเลสาบนั้นน้ำจะมีลักษณะเป็นสีฟ้าใส แต่ความน่าอัศจรรย์ของทะเลสาบนี้จะอยู่ที่เมื่อทะเลสาบแห่งนี้แบ่งเป็น 2 สีในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ทะเลสาบแห่งนี้ดึกดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ไม่น้อยเลยที่เดียว

ทะเลสาบมังกรหลับ ซึ่งทะเลสาบแห่งนี้ จะมีเกาะอยู่ตรงกลางของทะเลสาบ ดูคล้ายกับสันหลังของมังกร และเป็นวิวทิวทัศน์มหัศจรรย์ที่มีชื่อเสียงอีกจุดหนึ่งในอุทยานคานาสนี้
 

เขาง้อไบ๊ หรือ เขาเอ๋อเหมยซาน มณฑลเสฉวน / Mount Emei

emeishan01
emeishan_2
 
 
เขาเอ๋อเหมยซาน เรียกอีกชื่อว่า ต้ากวงหมิงซัน ‘เทือกเขาแห่งแสงสว่าง’ เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็นรากฐานของพุทธศาสนาในจีน ( เอ๋อเหมยซานในมณฑลเสฉวน พู่ถัวซานในมณฑลเจ้อเจียง จิ่วหัวซานในมณฑลอันฮุย และอู่ไถซานในมณฑลซานซี ) ตั้งอยู่ทางตอนกลางส่วนใต้ของมณฑลเสฉวน บนพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างที่ราบสูงทิเบต กับที่ราบแอ่งกระทะเสฉวน มียอดเขาพระพุทธรูปหมื่นองค์ วั่นฝอ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดโดยมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,099 เมตร

เขาง้อไบ๊ เป็นภูเขาห่างจากเมืองเฉิงตูราว 160 กิโลเมตร ชื่อของภูเขาแห่งนี้ได้มาจากรูปทรงของภูเขาที่มีลักษณะคล้ายคิ้ว ภูเขาแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาและ ศาสนาเต๋าในประเทศจีนโดยมีอารามต่างๆ 151 แห่ง แต่ส่วนใหญ่ทรุดโทรม ยังคงเหลือที่เที่ยวชมได้ 20 แห่ง เอ๋อเหมยซาน ยอดเขาสูงถึง 3,077 เมตร ช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะปกคลุม ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดหัวจ้วง ศิลปะวัดพุทธที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ปรากฏบนเขาเอ๋อเหมยซัน ได้รับการโจษขานให้เป็น ‘มงกุฎสุดยอดในปฐพี’ ที่ประดับอยู่ ณ ยอดเขาแห่งพุทธ วัดวาอารามที่อยู่บนเขารวมทั้งสิ้น 30 กว่าแห่ง ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีอาณา
เขตกว้างขวางมีอยู่ถึง 10 กว่าแห่ง และยังประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถานสมัยราชวงศ์หมิงและชิงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี พระพุทธรูปสลักสมัยถังและซ่ง เจดีย์หยก และกลุ่มสุสานที่หน้าผาสมัยราชวงศ์ฮั่น ยังอุดมด้วยโบราณวัตถุล้ำค่าอีกกว่า 7,000 กว่าชิ้น นอกจากความโด่งดังในฐานะที่เป็นยอดเขาแห่งตำนานของแผ่นดินพระภูผาเซียน และวัฒนธรรมประวัติศาสตร์อันเรืองรองแล้ว เสน่ห์งดงามของธรรมชาติอันตระการตา ยังทำให้ชื่อเสียงของเทือกเขาแห่งนี้ขจรขจายไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ

ตามหลักฐานทางโบราณคดี ชี้ให้เห็นว่า เมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1 บรรพบุรุษของชาวจีนรังสรรค์และก่อร่างอารยธรรมแห่งพุทธศาสนา ซึ่งเผยแผ่มาจากดินแดนชมพูทวีปตาม 'เส้นทางสายแพรไหม' ขึ้นบนเขาเอ๋อเหมยซันเป็นครั้งแรก โดยการก่อสร้างวิหารผู่กวงเตี้ยนบนยอดเขาจินติ่ง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่มีการปลูกสร้างโบราณสถาน รูปสลัก การประดิษฐ์สังฆภัณฑ์ งานศิลปะ ดนตรี ตลอดจนริเริ่มพีธีกรรมทางศาสนา ในเวลาต่อๆมา
 
 
left_menu_12
 
 
back_to_top
hometravelmapworld_heritageairlinehotelweathercontact_us