left_menu_01left_menu_02left_menu_03left_menu_04left_menu_05left_menu_06
left_menu_07tv12_11left_menu_09
left_menu_10
 
 
hometravelmapworld_heritageairlinehotelweathercontact_us


พฤศจิกายน

 
       ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถค้นคว้าได้บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีอายุถึง 5,000 ปี
ประเทศจีนมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายแตกต่างกันไป ทำให้อุดมด้วยทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครบทุกรูบแบบ สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งจะมีความสวยงามหลากหลายแตกต่างกันไปตามฤดูกาล บางแห่งสวยงามที่สุดยามดอกไม้เปลี่ยนสี บางแห่งงดงามสุดในช่วงดอกไม้บาน ฉนั้นการไปให้ได้ชมบรรยากาศที่ดีที่สุด ก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ในช่วงเดือนพฤศจิกายน จัดว่าเข้าสู่ฤดหนาว อากาศเริ่มหนาวเย็น สถานที่ที่เหมาะสมแก่การไปเยือนได้แก่
 

หยุนไถซาน มณฑลเหอหนาน / Yuntai Mt.

tv_yuntaishan08
yuntaishan_1
 
tv_yuntaishan05
tv_yuntaishan06
 
อุทยานสวรรค์ “หยุนไถซาน” อุทยานที่สวยงามที่สุดของมณฑลเหอหนาน มีพื้นที่ประมาณ 190 ตารางกิโลเมตร
จัดเป็นอุทยานธรณีโลกที่ล้ำค่าของจีน และเป็นที่เที่ยวระดับ 4 A ของประเทศจีน อุทยานธรณีโลกหยุนไถซาน เป็นอุทยานที่ธรรมชาติที่ได้บรรจงสร้างขึ้นอย่างงดงาม โดยใช้เวลาหลานล้านปีจากการกัดเซาะของน้ำ ลม ตามธรรมชาติ โดยมีโตรกหุบผาหินแดง เป็นโตรกที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของประเทศ มีทางเดินลัดเลาะไปตามผาหินชั้น ที่เรียงซ้อนหลั่นสีแดง ธารน้ำเขียวใสไหลเรื่อยไปตามโตรกสูง พืชพันธุ์อนุรักษ์ที่หาชมได้ยาก สายน้ำที่ยาวร่วม 3 กิโลเมตร และน้ำตกที่มีฟองน้ำใสสะอาดกระจายดุจดังสำลี ตอนกลางวันจะมีแสงสีรุ้งพาดโค้ง ทิวทัศน์เป็นภูเขาสูงตระหง่านเกินเอื้อมถึง เมฆและหมอกลอยหนุนระหว่างยอดเขาตลอดปี ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จะเหมือนอุทยานที่เต็มไปด้วยสีสันของใบไม้หลากสีสวยงามเต็มพื้นที่ทั่วอุทยานสวรรค์หยุนไถซาน อุทยานหยุนไถซานนอกจากจะมีทิวทัศน์ที่สวยมหัศจรรย์แล้ว น้ำตกที่สูงที่สุดในอุทยานมีความสูงถึง 314 เมตร จัดเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดอีกแห่งหนึ่งของจีน หยุนไถซานสวยและมีเสน่ห์ทุกฤดู โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี อุทยานจะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้หลากสีสวยงามเต็มพื้นที่ทั่วอุทยานสวรรค์ และด้วยการลงทุนสร้างลานจอดรถที่ใหญ่ที่สุดในจีนของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอุทธยานธรณีโลกหยุนไถซานที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าหยุนไถซานเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวใต้หล้าที่พลาดไม่ได้
 

ซีอาน หรือ ฉางอาน - นิทรรศการการเขียนอักษรจีนฉางอาน มณฑลส่านซี / Chang An Calligraphic Conference

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ชิน ฮั่น และ ถัง ซีอานยังเป็นเมืองต้นทางและปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน ซึ่งมีความหมายว่า "ความสงบสุขชั่วนิรันดร์" ซีอานเป็นเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่ที่สุดในส่วนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน
งานประชุมการเขียนอักษรจีนฉางอันจัดว่าเป็นงานท่องเที่ยวระดับชาติที่สำคัญที่ดึงดูดความสนใจของผู้ที่ชื่นชอบอักษรจีนจากทั่วโลก ในมณฑลส่านซีเองก็มีกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมาย ภายในงานนอกจากมีการพบปะของนักเขียนอักษรจีนที่มีชื่อเสียงจากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ยังมีนิทรรศการการเขียนอักษรจีน และการประมูลงานเขียนและภาพวาดของศิลปินที่มีชื่อเสียง
 

หอระฆัง และ หอกลอง / Bell Tower

belltower
 
หอระฆังตั้งอยู่ใจกลางเมืองซีอาน บนถนนซีต้าเจีย ตรงข้ามกับหอกลอง เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง
เดิมแขวนระฆัง 1 ใบ เพื่อตีระฆังบอกเวลากลางวัง สูง 38 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูง 8.6 เมตร กว้างและยาว 35.5 เมตร ก่อด้วยอิฐดำ มีประตูทั้ง 4 ทิศ สูงและกว้าง 6 เมตร หลังคาสี่เหลี่ยมสองชั้นปลายแหลม

หอกลองตั้งอยู่ใจกลางเมืองซีอาน บนถนนซีต้าเจีย ตรงข้ามกับหอระฆัง เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง และสมัยชิงได้บูรณะใหม่สองครั้งรักษาทรงเดิม สูง 33 เมตร หน้ากว้าง 9 ลึก 3 โครงไม้หลังคา 3 ชั้น ฐานอิฐ สูง 7.7 เมตร กว้าง 52.6 เมตร ยาว 38 เมตร ประตูด้านเหนือและใต้ สูงและกว้าง 6 เมตร ทางเดินผ่านประตูเป็นหินแกรนิต แข็งแรง ทนทาน สมัยโบราณเสียงกลองเป็นเสียงบอกเวลากลางคืน

 

 

วัดฝ่าเหมิน / Fa Men Shi

famen_1
 
วัดฝ่าเหมินซื่อ อยู่ด้านตะวันตกของซีอานประมาณ 120 กิโลเมตร ในวัดมีเจดีย์หนึ่งองค์บรรจุพระสารีริกธาตุข้อนิ้วมือ 4 ชิ้น เจดีย์ได้รับการบูรณะมาตลอด สูง 45 เมตร ปี ค.ศ. 1980 ได้ทำการบูรณะเจดีย์ใหม่ ขุดพบพระสารีริกธาตุข้อนิ้วมือพระพุทธเจ้าบรรจุในหีบทองคำ 7 ชั้นเก็บอยู่ในห้องใต้เจดีย์เป็นอย่างดี และเคยมาจัดแสดง ณ พุทธมณฑลของหอไตรในปี ค.ศ.1995

ตามประวัติบันทึกว่าเจ้าเมืองอโยธยาได้เก็บสารีริกธาตุข้อนิ้วมือไว้ที่ห้องใต้ดินแยกเป็น 3 ห้อง ชิ้นที่ 4 เก็บในหีบลับห้องกลาง ปัจจุบันสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัฒนธรรมแห่งพุทธศาสนามหายานของจีน

 

 

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ / Big Wild Goose Pagoda

jd_big
tayanta_2
 
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ หรือ เจดีย์ต้าเอี้ยนถ่าตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง บริเวณเดียวกับเจดีย์ 7 ชั้นแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ วัดต้าเฉียน หรือในอดีตชื่อวัดอู่โหลวซื่อ ที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกซึ่งพระถังซำจั๋งได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ชาวซีอานมักมาสักการะขอพรพระพุทธรูปที่วัดแห่งนี้ ด้วยเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก โดยอยู่บนถนนเอี้ยนถ่าลู่ ซึ่งเป็นถนนที่ตัดตรงจากเขตกำแพงเมืองชั้นในลงมา จะแลเห็นองค์เจดีย์เด่นเป็นสง่าสะดุดสายตา องค์เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 652 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง (TANG KAO ZHONG) โดยก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 648 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังไท้จง (TANG TAI ZHONG) พระราชโอรส เจ้าชายหลี่จื้อ (จักรพรรดิถังเกาจงในเวลาต่อมา ทรงครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในปี ค.ศ. 650) ได้สร้างวัดต้าสือเอินซื่อ (TA SI EN SI) (วัดกตัญญุตาราม) นี้ขึ้นก่อน เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณของพระราชมารดา คือ เหวินเต๋อหวงโฮ่ว จากนั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นตามคำขอของพระถังซำจั๋ง ในบริเวณวัดดังกล่าว

องค์เจดีย์มีรูปแบบเรียบง่าย ในศิลปะจีนผสมอินเดีย เดิมนั้นสร้างเพียง 5 ชิ้น แต่เมืองซีอานได้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง จึงได้มีการบูรณะเรื่อยมาและมีการบูรณะใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น สูง 64.1 เมตร ฐานขององค์เจดีย์วัดจากตะวันออกไปตะวันตกยาว 45.9 เมตร จากเหนือไปใต้ยาว 48.8 เมตร

ตามประวัติ
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ศาสนสถานโบราณที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในแผ่นดินจีน หลังจากที่พระถังซำจั๋งเดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมา ท่านก็ได้พำนักที่วัดต้าเฉียน และเป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้ จากนั้นได้มีการสร้างเจดีย์ 5 ชั้นภายในอาณาเขตวัด ภายหลังได้ถูกทำลายลงในสมัยพระนางอู่เจ๋อเทียน พระนางจึงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นใหม่เป็น 10 ชั้น ก่อนจะพังทลายจากแผ่นดินไหวเหลือเพียง 7 ชั้นดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากเจดีย์ห่านป่าใหญ่ ซึ่งสามารถชมวิวข้างบนได้แล้ว ยังมีอนุสาวรีย์พระถังซำจั๋ง หอระฆังทางทิศตะวันออก หอกลองทางทิศตะวันตก พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ หอพระถังซำจั๋งที่มีรูปปั้นสัมฤทธิ์ของท่านในท่านั่งสมาธิ การได้มานมัสการที่วิหารพันปีแห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นสิริมงคลต่อ
ชีวิตอย่างยิ่ง
 

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ และ กองทัพทหารดินเผา / Mausoleum of the First Qin Emperor and Terracotta army

qinci01
qinxi_2
qinxi_1
qinxi_3
 
 
การขุดค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน และยิ่งใหญ่ที่สุดสิ่งหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20 และตราบจนทุกวันนี้ ทางการรัฐบาลจีนถือว่า สุสานฉินสื่อหวง (ฉินซีฮ่องเต้) ที่ยังรอการขุดค้นนั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณชิ้นที่ 8 กองทัพทหารดินเผาภายในสุสานและรถม้าสมัยราชวงศ์ฉิน จำนวนมาก มีขนาดใหญ่โตมโหฬารซุกซ่อนอยู่ภายใต้พื้นดิน ตามบันทึกในประวัติศาสตร์จีนถูกขุดพบโดยบังเอิญจากชาวนาตระกูลหยางจำนวน 7 คน ในหมู่บ้านซีหยาง เมืองหลินถง ในต้นของฤดูใบไม้ผลิในปี พ.ศ. 2517 ที่ขุดดินเพื่อหาบ่อน้ำไว้ใช้สำหรับเพาะปลูกในฤดูหนาวที่จะมาถึงภายในหมู่บ้าน ในวันที่ 5 ของการขุดดินเพื่อหาบ่อน้ำ เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 4 เมตร ก็พบกับวัตถุที่ทำด้วยดินเผาที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับเหยือกสำหรับใส่น้ำ จึงค่อย ๆ ขุดดินอย่างระมัดระวัง และเมื่อยิ่งขุดลึกลงไปก็พบกองทัพทหารดินเผาในชุดเกราะ คันธนูและลูกธนูทองเหลืองจำนวนหนึ่ง หลังการขุดพบโดยบังเอิญ ชาวนาตระกูลหยางได้จุดธูปกราบไว้เพื่อขอขมาเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นวัดหรือโบราณวัตถุ หลังจากนั้นอีก 2 เดือน เจ้าหน้าที่ของทางการที่รับผิดชอบในการขุดหาแหล่งน้ำของจีน ได้เข้ามาตรวจสอบความคืบหน้าของการขุดหาแหล่งน้ำของชาวบ้าน ก็ได้พบกับสิ่งที่ชาวนาตระกูลหยางค้นพบ และสังเกตเห็นถึงลักษณะของอิฐและรูปปั้นดินเผาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่สุสานของฉินสื่อหวง จึงได้รายงานไปยังทางการของมณฑลส่านซี หลังจากนั้นทางรัฐบาลจีนได้เริ่มทำการขุดค้นหาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา ผลของการขุดค้นพบรูปปั้นกองทัพทหารและรถม้าดินเผามากกว่า 8,000 ตัว และรถม้าไม้มากกว่า 100 คัน ในจำนวนหลุมภายในสุสานที่ขุดพบมีอาณาเขตพื้นที่รวมกันถึงกว่า 20,000 ตร.ม.

ฉินสื่อหวงทรงสร้างสุสานกองทัพทหารดินเผาขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระบรมศพของพระองค์เอง แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและสถาปัตยกรรมโบราณของจีน และศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์จะมีความใฝ่ฝันสูงสุดอยู่ 2 ประการคือ 1. ยาอายุวัฒนะ ถ้าหากพระองค์ยังเสาะแสวงหาไม่ได้ สิ่งที่พระองค์จะต้องทำก็คือ 2. การสร้างมหาสุสานขนาดอันใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเป็นที่ประทับชั่วกาลนาน

ทหารดินเผา ที่ขุดพบได้นั้นมีลักษณะใบหน้าที่มองดูแล้วกลมเกือบคล้ายกัน บางหน้าเป็นรูปไข่ บางหน้าเป็นรูปเหลี่ยม ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเทคนิคของช่างแต่ละคน มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เช่นแผนกช่างนวดดิน ช่างปั้น ช่างทำพิมพ์ สำหรับอวัยวะต่าง ๆ เช่น มือ แขน ขา ศีรษะ เป็นหน้าที่ของช่างขึ้นรูป ที่ทำการปั้นขึ้นรูปศีรษะเป็นรูป ๆ ทำให้ใบหน้าแต่ละหน้าจึงไม่ซ้ำกัน ซึ่งอาจจะเป็นการจำลองจากบุคลิกของทหารจริงในเวลานั้น ส่วนมากใบหน้าของกองทัพทหารดินเผามีสัณฐานสี่เหลี่ยม ริมฝีปากหนา ไว้หนวดเคราทรงผมนานาชนิด แล้วเอาส่วนต่าง ๆ มาประกอบเข้ากัน นำไปเผาไฟแล้วส่งต่อไปให้ช่างสีซึ่งใช้ฝุ่นสีฉูดฉาดเช่น สีแดง เขียว ฟ้า น้ำตาล เหลือง ดำ ม่วง น้ำเงิน ขาว มาระบายลงบนตัวทหารดินเผา แยกสีตามเหล่าทหารแต่ละกอง สำหรับการปั้นม้าจะแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ตามลักษณะของม้า ก่อนนำมาประกอบเข้าเป็นลำตัวที่กลวง ส่วนอื่นจะทึบตันหมด แล้วจึงเข้าเตาเผาไฟที่มีความร้อนสูงระหว่าง 950 ถึง 1,050 องศา เทคนิคงานปั้นดินเผาของจีนเริ่มมานานกว่า 2,000 ปี จนถึงปัจจุบันวิธีเก่าแก่นี้ก็ยังคงใช้อยู่ทั่วโลก[9] กองทัพทหารดินเผาทุกตัวเคยถืออาวุธจริงแต่ได้โดนยึดไปโดยพวกกบฏเป็นจำนวนมาก คงหลงเหลือกว่า 10,000 ชิ้น อาวุธส่วนมากสร้างขึ้นจากโลหะผสมทองแดงและดีบุก รวมทั้งนิกเกิลและสังกะสี ฝีมือประณีตโดยเฉพาะหัวลูกธนูจะผสมตะกั่วเท่ากับเป็นการอาบยาพิษอย่างแรง แต่ทั้งหมดได้รับการปลดออกมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางทหาร และเทคโนโลยี[10] จากการขุดค้นพบกองทัพทหารดินเผาและม้าศึกจำนวนกว่า 6,000 ตัว คาดว่าเมื่อรวมกับจำนวนของทหารดินเผาที่ยังไม่ได้ขุดค้น อาจมีประติมากรรมอันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมากถึง 8,000 ตัว กองทัพทหารดินเผาที่ขุดค้นพบทั้ง 3 หลุมนี้ ในแต่ละหลุมจะแยกจากกันอย่างมีแบบแผน มีการฝังลึกลงไปจากผิวดินในระยะทางประมาณ 5 เมตร มีแนวกำแพงดินพูนสูงราว 3 เมตร แยกจากกันเป็นช่วง ๆ ค้ำยันด้วยท่อนซุง

นอกจากการขุดพบกองทัพทหารดินเผาจำนวนมากแล้ว รัฐบาลจีนยังขุดพบโลงไม้ ยาว 7 เมตร กว้าง 2.3 เมตร ฝังอยู่ใต้พื้นดิน ห่างจากสุสานฉินสื่อหวงไปทางทิศตะวันตกราว 20 เมตร และเมื่อนำขึ้นมาเปิดฝาโลงออกก็พบกับขบวนรถม้าสำริดจำลองของฉินสื่อหวง ฝีมือประณีตสวยงาม ใช้เทคนิคงานโลหะผสม สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรถม้าประจำพระองค์ในภพหน้า ปัจจุบันรถม้าสำริดที่ถูกขุดค้นพบ จัดแสดงไว้ในอาคารอีกหลังหนึ่งในบริเวณพิพิธภัณฑ์ กองทัพทหหารดินเผาประกอบด้วยรถม้าส่วนพระองค์ รถเทียมม้าบุกนำทาง มีองค์รักษ์ทำหน้าที่พลขับ

 
 
left_menu_12
 
 
back_to_top
hometravelmapworld_heritageairlinehotelweathercontact_us