home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

ปักกิ่ง Beijing

เป่ยจิง (ปักกิ่ง) 北京 Běijīng ชื่อย่อ 京 จิง มีพื้นที่ 16,808 ตารางกิโลเมตร ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจีน
นครเป่ยจิงมีแผนผังเป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมตัดกันตามหลักเฟินสุ่ย ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางของโลก แม้ในปัจจุบัน พระราชวังหลวงก็ยังคงตั้งตระหง่ายอยู่ ณ ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง ช่วง 1,000 ปี ที่ผ่านมา เป่ยจิงเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดินานถึงสามราชวงศ์ โดยในศตวรรษที่ 13 ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของกุลไลข่านจึงมีชื่อเรียกว่าข่านบาลิค แปลว่าเมืองของข่าน และเป็นพระราชวังฤดูหนาวอันโอฬารของจักรพรรดิราชวงษ์หยวน ครั้นถึงสมัยราชวงศ์หมิงก็ได้ปรับปรุงผังเมืองขึ้นใหม่ จนมีสภาพดังเช่นในปัจจุบัน จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิงก็ประทับอยู่ที่นี่จวบจนราชวงศ์ล่มสลายลง ในปี ค.ศ. 1912

ปักกิ่ง เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบัน แบ่งเป็น 16 เขต และ 2 อำเภอ เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง เป็นศูนย์การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ การศึกษาและเขตชุมทางการคมนาคมทั่วประเทศจีน และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศ ปัจจุบันปักกิ่งเป็นเขตการปกครองพิเศษแบบ
มหานคร 1 ใน 4 แห่งของจีน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับมณฑลหลังจากปักกิ่งได้รับการจัดตั้งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 โดยเฉพาะ
หลังจากสมัย 80 ศตวรรษที่ 20 เมืองปักกิ่งได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันนี้ปักกิ่งมีถนนที่สลับกัน ตึกสูงๆ โดยไม่เพียงแต่รักษาสภาพเมืองโบราณ
และยังแสดงถึงสภาพเมืองที่ทันสมัย กลายเป็นเมืองใหญ่ของโลก
 
panorama_gugong_1panorama_gugong_2panorama_gugong_3panorama_gugong_4
 
ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศจีนรองจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศึกษา การขนส่ง และวัฒนธรรมจีน ในขณะที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมี กำแพงเมืองจีน พระราชวังโบราณ หอฟ้าเทียนถัน สุสานจักรพรรดิสมัยราชวงศ์หมิง(สุสาน 13 กษัตริย์) พระราชวังร้อนอี๋เหอหยวน
จัตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังต้องห้าม และภูเขาเซียงซาน เป็นต้น มีประวัติความเป็นมา เริ่ม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี การขุดค้นพบกะโหลก มนุษย์ปักกิ่งตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ปักกิ่งมีความเจริญ รุ่งเรืองมานับแต่ คริสศตวรรษที่ 13 ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ทำการก่อสร้าง
และออกแบบผัง เมืองใหม่และย้ายฐานราชการชั่วคราวในขณะนั้นจาก เมืองหนานจิงมายัง เป่ยจิง หรือปักกิ่งในปัจจุบัน

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาปักกิ่งถูกยกสถานะเป็นเมืองสำคัญระดับโลกเป็นศูนย์กลางทางการปกครองการค้า การลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศจีนในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาติดต่อการค้า ท่องเที่ยว ศึกษา เป็นจำนวนมาก ประชาชนชาวปักกิ่งมีสภาพความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกมากขึ้นด้วย
 
panorama_greatwall_1panorama_greatwall_2panorama_greatwall_3panorama_greatwall_4
 
ลักษณะพิเศษประการหนึ่งของปักกิ่งก็คือ ปักกิ่งเป็นเมืองที่หล่อหลอมชนต่างเชื้อชาติให้กลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันคำกล่าวนี้ยังคงปรากฏให้เห็น แม้ในปัจจุบัน ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ตรอกซอยใหญ่น้อยที่มีอยู่มากมายนับพันซอยกระจัดกระจายอยู่ทั่วเมือง ซอยเหล่านี้เรียกว่า ‘‘หูถง’’ ซึ่งมาจากภาษามองโกเลียว่า ‘‘ฮัวถง’’ อันเป็นตรอกซอยที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งได้นำเอารูปแบบการจัดตั้งกระโจมแบบมองโกลมาจัดผังเมืองปักกิ่ง ทว่าในปัจจุบันชาวปักกิ่งที่อาศัยอยู่ในหูถงเหล่านี้แทนที่จะเป็นลูกหลานของเจงกิสข่านกลับกลายเป็นลูกหลานของแมนจูนี่เป็นตัวอย่างการผสมผสานกลมกลืนของ
ชนต่างเชื้อชาติ จากการที่ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงมานานถึงเกือบ 600 ปี นับแต่สมัยราชวงศ์หยวน บรรดาราชวงศ์ต่างๆได้สร้างสรรค์เมืองปักกิ่งเรื่อยมา ทำให้ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงที่ได้รวมเอาเอกลักษณ์ของเมืองหลวงโบราณไม่ว่าจะเป็นซีอาน ลั่วหยาง ไคเฟิง นานกิง และหางโจวเข้าไว้ด้วยกัน

วัฒนธรรม
ศูนย์กลางวัฒนธรรมร่วมสมัยเช่นนครหลวงปักกิ่ง เป็นแหล่งไหลเวียนทางวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา มีห้องสมุดขนาดใหญ่จำนวนถึง 24 แห่ง หนึ่ง
ในนั้นใหญ่ที่สุดในเอเซีย รวมถึงพิพิธภัณฑ์เฉพาะศาสตร์ด้านต่างๆอีกกว่าร้อยแห่ง มีสถานีวิทยุโทรทัศน์ที่ออกอากาศหลายภาษาตลอด 24 ชั่วโมง
มีหน่วยงานผลิตผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมกว่า 4000 กลุ่ม คณะละครหรือกลุ่มศิลปินเกือบ 40 คณะเปิดแสดง 8,000 กว่ารอบต่อปี
 

พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่ง / Imperial Palaces of the Ming and Qing Dynasties

gugong01
gugong02
 
พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่ง หรือ พระราชวังโบราณซึ่งยังคงเหลืออยู่ตั้งอยู่ที่ใจกลางกรุงปักกิ่ง เป็นทั้งบ้านและชีวิตของจักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและชิงรวมทั้งสิ้น 24 พระองค์ พระราชวังเก่าแก่ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 500 ปี มีชื่อในภาษาจีนว่า"กู้กง"หมายถึงพระราชวังเดิม มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า"จื่อจิ้นเฉิง" ซึ่งแปลว่า "พระราชวังต้องห้าม"เหตุที่เรียกพระราชวังต้องห้ามเนื่องมาจากชาวจีนถือคติในการสร้างวังว่า จักรพรรดิเปรียบเสมือนบุตรแห่งสวรรค์ ดังนั้นวังของบุตรแห่งสวรรค์จึงต้องเป็น ที่ต้องห้าม คนธรรมดาสามัญไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไปได้ พระราชวังต้องห้าม เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963

ในอดีตภายในเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย

พระราชวังต้องห้ามสร้างโดยยึดหลักขนบธรรมเนียมของระบบศักดินา คือ อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่จักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว ดังนั้นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและการตกแต่งจึงเน้นความใหญ่โตโอ่อ่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขาม มากกว่าเน้นในด้านประโยชน์ใช้สอย ตามหลักสถาปัตยกรรมสมัยโบราณได้กำหนดให้ด้านหน้าเป็นที่ว่าราชการ ด้านหลังเป็นที่อยู่อาศัย ตำหนักหน้า 3 หลังได้แก่ ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้น จึงตั้งตระหง่านเรียงกันตามลำดับ

แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้
 

จตุรัสเทียนอันเหมิน / Tiananmen square

tiananmen_1
tiananmen_2
 
จตุรัสเทียนอันเหมิน ตั้งอยู่ที่ถนนฉางอาน ในกลางเมืองหลวง (ปักกิ่ง) ว่ากันว่า เป็นจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เป็นสัญลักษณ์ของจีนใหม่ และยังเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปักกิ่งด้วย ความยาวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ 880 เมตร
ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก 500 เมตร พื้นที่ทั้งสิ้น 440,000 ตารางเมตร สามารถจุประชากรได้ถึง 1,000,000 คน
ใช้จัดงานเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ ที่บริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน มีสถาปัตยกรรมที่สำคัญได้แก่

หอประตูเทียนอันเหมิน อนุสาวรีย์วีรชน หอระลึกประธานเหมาเจ๋อตง พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติจีน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีน มหาศาลาประชาชน จัตุรัสเทียนอันเหมินมีความสำคัญในวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็นสัญญลักขณ์เพราะว่าจัตุรัสเทียนอันเหมิน คือที่ตั้งของเหตุการณ์สำคัญมากมายในประวัติศาสตร์จีน หอประตูเทียนอันเหมิน ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของจัตุรัส ประตูเทียนอันเหมินเป็นที่มาของชื่อจัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่ถือว่าเป็น ‘ดวงตา’ ของเมืองปักกิ่ง และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีภาพวาดของ ท่านประธานเหมาเจ๋อตุงประดับอยู่ ณ ประตูแห่งนี้ หอประตูแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปีที่ 15 ในรัชสมัยหย่งเล่อ (ค.ศ.1417) แห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) เป็นประตูใหญ่ของเขตพระราชวังแห่งราชสำนักหมิง เบื้องหลังหอประตูนี้คือพระราชวังต้องห้าม ในสมัยนั้นเรียก"ประตูเฉิงเทียนเหมิน"
ลักษณะของประตูวังเก่าแห่งนี้ เป็นกำแพงใหญ่ ชั้นบนสร้างเป็นเก๋งหลังคาสีเหลือง มีเสากลมสีแดง 10 ต้น เพื่อให้เกิดเป็นช่วงระหว่างเสา 9 ช่อง ตามตัวเลขทรงโปรดของจักรพรรดิ ชั้นล่างเป็นช่องประตูทรงเกือกม้า 5 ช่อง มีภาพเหมือนสีน้ำมันขนาดใหญ่ของประธานหมาว เจ๋อ ตง ติดตั้งเหนือประตูกลางสองข้างของภาพนี้ มีคำขวัญเขียนว่า "ประชาชนจีนจงเจริญ" และ "ประชากรโลกจงเจริญ" เป็นคำพูดของ ท่านเหมาเมื่อครั้งกล่าวคำ ปราศรัยบนพลับพลาเทียนอานเหมิน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมค.ศ. 1949 ซึ่งเป็นวันสถาปนาประเทศจีนใหม่ หรือที่เรียก อย่างเป็นทางการว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีน" และได้ถือเอาวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันชาติตลอดมาจวบจนปัจจุบัน

บริเวณหน้าเทียนอานเหมิน มีสะพานหินที่แกะสลักลวดลายสวยงามเรียงขนานกัน 5 สะพานด้วยกัน มีสิงโตหินขนานดใหญ่ ยืนเป็นยามรักษาประตูอีก 1 คู่ สำหรับสิงโตคู่ที่วางประดับหน้าตำหนัก และ อาคารบ้านเรือน ทั่วไป จะมีตำแหน่งการจัดวางที่ตายตัว โดยตัวผู้จะถูกวางทางซ้าย ตัวเมียอยู่ทางด้านขวาเสมอ
 

หอสักการะฟ้าเทียนถัน / Temple of Heaven, An Imperial Sacrificial Altar in Beijing

tiantan01
tiantan_1
 
หอสักการะฟ้าเทียนถัน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงปักกิ่ง หอฟ้าเทียนถานนี้ สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง
ค.ศ.1421 เป็นช่วงเวลาสร้างใกล้เคียงกับการสร้างพระราชวังโบราณ
ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะที่มีเนื้อที่ 1,700 ไร่ เป็นสวนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทางด้านทิศเหนือเป็นรูปครึ่งวงกลม
สมมติฐานกันว่าเป็นส่วนของบันไดที่เชื่อมต่อกับสวรรค์ ดังนั้น ในทุกวันที่ 22 ธันวาคมของทุกปี
อันเป็นการเริ่มต้นฤดูหนาว องค์จักรพรรดิทุกพระองค์จะถวายรายงานต่อฟ้าถึงผลงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมา และ
ขอพรจากฟ้าเพื่อให้ปีต่อไป ร่มเย็นเป็นสุข ทำมาค้าขึ้น ปลูกพืชผลได้ผลดี” หอบูชาเทียนถาน เริ่มก่อสร้างสมัย
ราชวงศ์หมิง จักรพรรดิองค์ที่ 3 (หย่งเล่อ) โดยใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 14 ปี
สิ่งปลูกสร้างสำคัญต่าง ๆ ในเทียนถาน เช่น "หยวนชิว" หรือ "แท่นบวงสรวงฟ้า" "ฉี่เหนียนเตี้ยน" หรือ
"ตำหนักสักการะ" และ "ตำหนักหวงฉุงยูว์" หรือ "หอเทพสถิต" เป็นต้น

หอบูชาฉีเหนียนเตี้ยนเป็นตําหนักเอก เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 1963 หรือ ห้าร้อยกว่าปีก่อน เป็นวิหารที่ใช้สักการะ
ผู้เป็นใหญ่บนสวรรค์ชั้นฟ้า หอบูชาฉีเหนียนเตี้ยน เป็นหอไม้ใช้เสาไม้จำนวน 24 ต้น และการก่อสร้างใช้วิธีเข้าลิ้น
หรือเข้าสลัก โดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ซึ่งเป็นวิธีการก่อสร้างอาคารไม้ในสมัยก่อน "หยวนชิว" หรือ
"แท่นบวงสรวงฟ้า" มีลักษณะทรงกลม เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีเซ่นไหว้ฟ้าในช่วงฤดูหนาว
ของแต่ละปีและ ขอฝนในช่วงฤดูร้อน จักรพรรดิจะต้องเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อกราบไหว้ขอบคุณสวรรค์
ที่ช่วยบันดาลความสมบูรณ์พูนสุขแห่งพืชผลมาตลอดปี "แท่นบวงสรวงฟ้า" มีฐานทั้ง 3 ชั้น สร้างขึ้นจากหินอ่อน
สีขาว ซึ่งมีความสูงกว่า 5 เมตร เมื่อยืนอยู่จากจุดของ "แท่นบวงสรวงฟ้า"แล้ว มองไปทั้งสี่ทิศจะสามารถเห็นท้องฟ้า
สีครามที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ส่วนจุดของพื้นที่เท้ากำลังสัมผัสอยู่นั้นเป็นฐานหินสีขาวอมเทา ทำให้รู้สึก
ประดุจยืนอยู่ท่ามกลางมวลหมอกในท้องทะเลกว้างหรือเหมือนอยู่บนชั้นอวกาศ ยังมีตำหนักที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
มีชื่อว่า ตําหนักหวงฉงอี่ สร้างเป็นรูปทรงกลมหลังคาชั้นเดียว มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีนํ้าเงินแก่ เป็นสถาน
สําหรับเก็บรักษาแผ่นป้ายพระนาม"เทพเจ้าผู้ปกครองสวรรค์" ตําหนักนี้ล้อมรอบ
ด้วยกําแพงเตี้ย ๆ กําแพงนี้สร้างถูกต้องตามหลักวิชาว่าด้วยเสียง จึงสะท้อนเสียงได้จนเป็นที่เลื่องลือเมื่อสองคน
ยืนอยู่ที่กําแพงคนละฟาก คนหนึ่งพูดใส่กําแพงเบา ๆ อีกคนหนึ่งเอาหูแนบกับกําแพง ก็จะได้ยินเสียงพูดจาก
ฝ่ายตรงกันข้าม

"เทียนถาน" นับเป็นกลุ่มสิ่งปลูกสร้างสำคัญที่ยังคงสภาพความสวยงาม ขนาดใหญ่โตและสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง
ของจีนในปัจจุบันโดยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกด้วยแบบการก่อสร้างและสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ด้วยโครงสร้างที่มีเอกลักษณ์และการตกแต่งที่สง่างามของโบราณสถานแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น
กลุ่มสิ่งก่อสร้างโบราณที่สร้างด้วยฝีมือประณีตและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของจีนซึ่งไม่เพียงแต่เป็นอัญมณี
เม็ดงามสุกสกาวที่ประดับในประวัติสถาปัตยกรรมจีนเท่านั้น หากยังเป็นสิ่งล้ำค่าในประวัติสถาปัตยกรรม
ของโลกอีกด้วย "เทียนถาน" ได้รับเลือกให้จัดเป็น "มรดกโลกทางวัฒนธรรม" เมื่อปีค.ศ. 1998
 

พระราชวังฤดูร้อน หรือ อี๋เหอหยวน / Summer Palace, An Imperial Garden in Beijing

summer_palace01
summer_palace2
 
พระราชวังฤดูร้อน หรือ อี๋เหอหยวน ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังหยวนหมิงหยวน ห่างจากพระราชวังต้อง
ห้ามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 8 กิโลเมตร อี๋เหอหยวนมีพื้นที่ประมาณ 2.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเนินเขาสูง 60 เมตร มีพระตำหนักอยู่บนเนิน และทะเลสาบคุนหมิง มีเนื้อที่ประมาณ 2.2 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยทะเลสาบนี้เกิดจากการใช้แรงงานคน ขุดดินขึ้นไปถมเป็นเนินเขา สำหรับสร้างพระตำหนัก

พระราชวังฤดูร้อน เป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ซึ่งงดงามด้วยสถาปัตยกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ได้รับการออกแบบโดยจักรพรรดินีซูสีไทเฮาผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง สถานที่ตระการตา ( แต่มีราคาค่าก่อสร้างที่สูงมาก ) เสร็จในปี ค.ศ.1888 ความงามอันวิจิตร และใหญ่โตโอฬารของพระราชวังที่ประกอบไปด้วยทะเลสาปจำลอง (เก๋งจีน) ระเบียงยาว เจดีย์ที่สวดมนต์ สะพานหินละเรือหินอ่อน สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อราว 800 ปีก่อน ประกอบภาพเขียนสีเป็นเรื่องราวเทพนิยายต่างๆ ของจีนที่ไม่ซ้ำกันเลยเป็นจำนวนถึง 8,000 กว่าภาพ เคยถูกรุกรานถึง 2 ครั้ง เมื่อกองทัพพันธมิตรบุกยึดเมืองปักกิ่ง ทะเลสาบคุนหมิงนับเป็นทิวทัศน์ที่โดดเด่นที่สุดในพระราชวังอี๋เหอหยวน มีสะพานและเขื่อนทางทิศตะวันตก ตะวันออกของทะเลสาบที่งดงาม สิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่กล่าวถึง คือ ศาลาแปดเหลี่ยมที่มีชื่อตามความงามในฤดูกาลทั้งสี่ ได้แก่ หอหลิวเจีย ฉีหลาน
ชิวซุ่ย และชิงเหยา ปีค.ศ.1990 ระเบียงยาวแห่งนี้ได้รับการบันทึกให้เป็นระเบียงที่ประดับภาพเขียนที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งมีความยาวถึง 728 เมตร แบ่งเป็น 273 ช่วง แต่ละช่วงมีการแสดงภาพเขียนทิวทัศน์ธรรมชาติ ดอกไม้ และนกนานาชนิด

ประวัติ
เมื่อศตวรรษที่ 12 จักรพรรดิองค์หนึ่งแห่งราชวงศ์จินทรงมีพระราชโองการให้สร้างที่ประทับแรมขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก ต่อมาในหลายราชวงศ์มีการสร้างเสริม เติมต่อหลายครั้ง พระจักรพรรดิเฉียงหรงแห่งราชวงศ์ชิงทรงมีพระราชโองการให้สร้างขยายอุทยานแห่งนี้ให้กว้างออกไป และ ทรงให้ชื่อว่า อุทยาน "ชิงอีหยวน" ปีค.ศ.1860 สวนชิงอีหยวนถูกเผาทำลายโดยกองทหารอังกฤษและฝรั่งเศส ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปีค.ศ.1866 และเปลี่ยนชื่อมาเป็น 'อี๋เหอหยวน' ต่อมาได้ถูกกองทหารพันธมิตรของมหาอำนาจจักรวรรดินิยม 8 ประเทศ เผาทำลายอีกครั้งในปี ค.ศ.1900 หลังจากนั้นราว 3 ปี จึงมีการบูรณะขึ้นอีกครั้ง ปีค.ศ.1908 ภายหลังที่พระนางซูสีไทเฮาและจักรพรรดิกวงสูเสด็จสวรรคต พระราชวังฤดูร้อนที่ผ่านมรสุมมายาวนานก็ได้ยุติการรับใช้ราชสำนักชิง และเมื่อปี ค.ศ.1911 ปีที่การปฏิวัติซินไฮ่ ล้มล้างราชสำนักแมนจูอุบัติขึ้น ‘สวนแห่งราชสำนักอี๋เหอหยวน’ ก็ได้ปิดฉากลง ตามการล่มสลายของราชวงศ์ชิง ก่อนที่จีนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ และได้รับการประกาศเป็นสวนสาธารณะในปี ค.ศ.1924 โดยอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเที่ยวชมได้
 

กำแพงเมืองจีน หรือ กำแพงหมื่นลี้ / The Great Wall

greatwall01
greatwall_1
 
กำแพงเมืองจีนในปัจจุบันหมายถึงกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 -ค.ศ.1644) ระหว่างด่านเจียอี้กวนในมณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตกถึงริมฝั่งแม่น้ำยาลู่ กำแพงเมืองจีน ไม่ได้เป็นแค่กำแพง เพราะทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตุการณ์ ยังมีหอสังเกตุการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง

กำแพงเมืองจีน เริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อน ค.ศ.เพื่อป้องกันการรุกรานของชนชาติส่วนน้อยในภาคเหนือ ถึงปี 221 ก่อน ค.ศ.จักรพรรดิ จิ๋นซีได้เชื่อมกำแพงเมืองในแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนชาติส่วนน้อยบนทุ่งหญ้าอันกว้างไพศาลในมองโกเลีย กำแพงเมืองจีนในสมัยนั้นมีระยะทางยาวกว่า 5000 กิโลเมตร หลังจากนั้น ผู้ปกครองของจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้สร้างกำแพงเมืองจีนต่อจนมี ระยะทางยาวกว่า 10000 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลากว่า 2000 ปี ผู้ปกครองของจีนในสมัยต่าง ๆ ต่างก็เคยสร้างกำแพงเมืองไม่มากก็น้อย รวม ๆ แล้วมีระยะทางยาวกว่า 50000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถล้อมโลกกว่า 1 รอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอบริเวณใกล้ กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้าง โดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุก วันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน

กำแพงเมืองจีน ถือว่า เป็น 1 ใน 7 สิ่งอันมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีระยะทางยาวกว่า 7000 กิโลเมตร เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลก เกิดขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ มีการเกณฑ์แรงงานเกือบล้านคน และยังมีแรงงานจากพวกนักโทษผู้ซึ่งถูกโกนหัว และมีตรวนเหล็กคล้องคอ คนเหล่านี้ต้องทำงานในถิ่นทุรกันดารท่ามกลางอุณหภูมิเลวร้าย คือ 35 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน และ -21 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว ต้องอด ๆ อยาก ๆ เพราะเสบียงที่ส่งมามักถูกขโมยกินหรือถูกยักยอกนำไปขาย คนงานนับพันจึงต้องล้มตาย ร่างถูกฝังอยู่ใต้กำแพง กำแพงเมืองจีนจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “หลุมฝังศพที่ยาวที่สุดในโลก”
 

สุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิง หรือ สุสาน 13 กษัตริย์ / Imperial Tombs of the Ming and Qing Dynasties

ming_thumb01
ming_tumb2
 
การสร้างสุสานกษัตริย์ของชาวจีน นับเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า สะท้อนศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่
ของชาติ โดยนิยมแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วน บนดิน และใต้ดิน ซึ่งมีพลังหยินหยางเกื้อกูลค้ำจุลกัน คือ
หลังอิงขุนเขา หันหน้าสู่น้ำ

สุสาน13กษัตริย์แห่งราชวงศ์หมิง หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า"สือ ซานหลิง"เป็นสุสานของกษัตริยอีก 13 พระองศ์ของราชวงศ์หมิง ตั้งอยู่ทางชานเมืองด้านตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง ห่างจากตัวเมือง 50 กว่ากิโลเมตร ซึ่งได้ตั้งกระจัดกระจายอยู่ในเขตเขาเทียนโซ่วอำเภอชางผิงแห่งกรุง ปักกิ่งบนพื้นที่ราบลุ่มที่มีเนื้อที่ 40 ตารางกิโลเมตรและได้ใช้เวลาใน การก่อสร้างยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 200 ปี ตั้งแต่เริ่มทำการก่อสร้างในปี ค.ศ.1409 จนถึงราชวงศ์หมิงสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1644

สุสานแห่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและน่าสนใจที่สุดคือสุสาน "ฉางหลิง" สุสานฉางหลิงเป็นสุสานของจักรพรรดิ "จูตี้" ซึ่งครองราชสมบัติระหว่าง ค.ศ. 1402 - 1424 ในสมัยราชวงศ์หมิง สิ่งก่อสร้างสําคัญในบริเวณสุสานนี้มีพระโรง หลิงเอินซึ่งใหญ่โตเท่ากับพระที่นั่งไท่เหอในพระราชวังโบราณ แต่ที่เด่นกว่าพระที่นั่งไท่เหอ ก็คือ เสา ขื่อ อกไก่ ระแนง ตลอดจนชายคาของพระที่นั่งล้วนสร้างด้วยไม้ที่มีชื่อว่า "หนานมู่" ซึ่งมีเนื้อไม้ที่แข็งละเอียดและมีกลิ่นหอม เสาขนาดใหญ่ 32 ต้นในพระโรงหลิงเอินใช้ไม้หนานมู่ทั้งนั้น

สุสานติ้งหลิงซึ่งได้ขุดแล้วและเรียกกันว่า "วังใต้ดิน" นั้นประกอบด้วยห้องสูงใหญ่ 5 ห้อง สร้างด้วยหินทั้งหมด
ไม่มีเสา ใช้หินสี่เหลี่ยมแผ่นใหญ่ก่อกันเข้าเป็นรูปโค้ง เป็นที่เก็บพระศพของพระเจ้า "จู้อี้จุน" ซึ่งครองราชสมบัติ ระหว่าง ค.ศ. 1573 - 1620 กับมเหสีสององค์ในสมัยราชวงศ์หมิง

สุสานหมิงเสี่ยน ซึ่งฮ่องเต้หมิงซื่อจง (ครองราชย์ ค.ศ.1522-1567) สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ฝังรวมพระศพพระบิดา และ พระมารดาของพระองค์ แม้นว่าท่านจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เลยแม้แต่วันเดียว แต่พระองค์มีพระประสงค์ ที่จะเทิดพระเกียรติ โดยสร้างสุสานให้ยิ่งใหญ่ ครบเครื่องเทียบเท่ากับกษัตริย์พระองค์หนึ่ง สุสานหมิงเสี่ยน นอกจากจะมีการออกแบบที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ และสวยงามผสมผสานกันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวของสิ่งปลูก สร้างบนดินแล้วนั้น รายละเอียดในด้านความประณีตและวิจิตรของลวดลายตามแบบฉบับศิลปะการแกะสลักหินสมัย ราชวงศ์หมิงในรูปแบบต่างๆ ก็มีให้ได้ยลด้วยเช่นกัน
 

วัดลามะ หรือ ยงเหอกง / Yonghe Gong

lama_temple1
lama_temple2
 
วัดลามะ เป็นวัดหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายทิเบตอันลือชื่อ กินเนื้อที่กว่า 6 หมื่นตารางเมตร ตำหนักต่างๆ มี กว่า 1000 ห้อง ก่อนที่จะกลายมาเป็นวัดนี้แต่เดิมเป็นพระตำหนักที่ เฉียนหรงฮ่องเต้กษัตริย์องค์ที่สองของราชวงศ์ชิงสร้างให้องค์ชายสี่หรือหย่งเจิ้ง ปี ค.ศ 1723 องค์ชายสี่ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ์องค์ที่ 3 จึงย้ายเข้าไปประทับในพระราชวังโบราณ ส่วนพระตำหนักนี้มีพื้นที่ครึ่งหนึ่งปรับเป็นที่พักผ่อนอิรอยาบถนอกวังขององค์ชายสี่ อีกครึ่งหนึ่งถวายพระลามะจังเจียฮูถูเค่อถู จึงกลายเป็นวัดลามะของทิเบตนิกายหมวกเหลือง

ในวัดลามะมีโบราณวัตถุและสิ่งปลูกสร้างโบราณมากมาย
ของล้ำค่าอย่างแรกคือภูเขาพระอรหันต์ 500 รูป สูงเกือบ 4 เมตร ยาวกว่า 3 เมตร แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอม หากมองดูไม้แกะสลักชิ้นนี้แต่ไกล จะเห็นเป็นภาพภูเขาเขียวนิ่งสงบ ต้นสนเขียวขจี พระเจดีย์แกะสลักอย่างประณีต ศาลาโบราณเรียบง่าย มีถ้ำลึกลับ ทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว มีบันได สะพานและสายน้ำเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่ถ้ามองดูให้ใกล้ชิด จะเห็นฝีมือแกะสลักที่ชำนาญยิ่ง มีเขาหลายรูปติดต่อกันเป็นชั้น ๆ ตามเขาเหล่านี้มีพระอรหันต์ 500 องค์กระจายอยู่ แม้จะเป็นรูปแกะสลักเล็ก ๆ ก็ตาม แต่ทุกรูปมีหน้าตารูปร่างต่าง ๆ กัน มีชีวิตชีวา หลังจากผ่านภัยสงครามมาหลายครั้ง พระอรหันต์บนเขามี เหลืออยู่เพียง 449 องค์เท่านั้น

ของที่ล้ำค่าอย่างที่สองคือ พระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยที่อยู่ในวิหารว่านฝูเก๋อ วิหารว่านฝูเก๋อยังได้ชื่อว่าเป็นหอพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เป็นวิหารที่สูงใหญ่ที่สุดภายในวัดลามะ สูงกว่า 30 เมตร มีหลังคา 3 ชั้น ก่อด้วยไม้ทั้งหมด ในวิหารเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยปางยืนที่แกะสลักด้วยไม้จันทน์หอมสีขาว สูง 26 เมตร ส่วนล่าง 8 เมตรฝังอยู่ใต้ดิน อีก 18 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน พระพุทธรูปทั้งองค์มีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน เป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากต้นไม้ต้นเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ของที่ล้ำค่าอย่างที่สามคือแท่นพระพุทธรูปในวิหารเจ้าฝูโหลว ข้างในมีพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่หล่อด้วยทองเหลือง ด้านหลังของพระพุทธรูปมี ประภามณฑลเหมือนฉากบังตา แท่นบูชาพระพุทธรูปและประภามณฑลล้วนแกะสลักด้วยไม้ชื่อว่า จินเซอหนานมู่ ฝีมือแกะสลักก็ประณีตมาก แท่นพระพุทธรูปมีส่วนบนสูงจรดเพดาน แบ่งเป็นชั้นนอกชั้นใน 3 ชั้น ในยามตะวันตกดิน พระพุทธรูปประทับยืนอย่างสง่างาม แสงอาทิตย์ส่องกระทบกระจกเงาที่ทำ

นอกจากของล้ำค่า 3 อย่างดังกล่าว สถาปัตยกรรมและของประดับประดาภายในวัดลามะล้วนมีลักษณะพิเศษโดดเด่น เช่นวิหาร ฝ่าหลุนเตี้ยนเป็นสิ่งปลูกสร้างทรงจตุรมุข บนหลังคาวิหารมีเจดีย์บุทองคำ 5 องค์เลียนแบบทรงทิเบต เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของชนชาติทิเบต ซึ่งรวมเอาศิลปวัฒนธรรมทั้งแบบชนชาติจีนและชนชาติทิเบตเข้าด้วยกัน ในวัดยังมีแท่นศิลาจารึกที่มี4 ด้าน 4 ภาษา แต่ละด้านแกะสลักตัวอักษรภาษาจีน ภาษาแมนจู ภาษามองโกลและภาษาทิเบต เนื้อหาของตัวอักษรเหล่านี้มาจากหนังสือ หล่ามาซัว
(ทฤาฎีลามะ) ซึ่งจักรพรรดิ์สมัยราชวงชิงทรงนิพนธ์ กล่าวถึงความเป็นมาของศาสนาพุทธนิกายทิเบตและนโยบายของรัฐบาลชิงที่มีต่อนิกายลามะ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของชนชาติต่าง ๆ ในจีน วัดลามะเปิดให้ผู้คนเข้าชมเมื่อปี ค.ศ 1981 แต่ละปีมีผู้คนทั้งในและต่างประเทศจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนมาเยี่ยมชมและกราบไหว้บูชา ปัจจุบัน วัดลามะมิเพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นคลังแห่งศิลปวัฒนธรรมของชนชาติจีน แมนจู มองโกลและทิเบตด้วย
 

ภูเขาเซียงซาน หรือ ภูเขาหอม / Fragrant Hill Botanical Garden, Xiangshan Zhiwuyuan

xiangshan_1
 
ภูเขาเซียงซาน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 20 กิโลเมตร ภูเขาเซียงซานแห่งนี้มีความสำคัญและโด่งดังก็เนื่องมาจากความเป็นสถานที่พักผ่อนของจักรพรรดิจีนตั้งแต่ราชวงศ์ จิน หยวน หมิง จนมาถึงราชวงศ์หลังสุดคือ ชิง โดยในรัชสมัยของ เฉียนหลงฮ่องเต้ การก่อสร้างพระตำหนักและเก๋ง เพื่อชมทิวทัศน์ขององค์จักรพรรดิ ได้ขับให้ภูเขาแห่งนี้ให้มีความงดงามยิ่งขึ้นไปอีก

เขาเซียงซานเกือบ ทุกปีที่เซียงซาน ในช่วงเวลาที่ใบไม้แดงนี้จะมี เทศกาลใบไม้แดง (香山红叶文化节) ซึ่งนักท่องเที่ยวนอกจากจะได้ชมใบไม้แดงแล้ว ยังมีโอกาสได้เดินเล่นตามถนนขึ้นสู่ประตูทางเข้า โดยตลอดสองข้างทางนั้น มีการขายของที่ระลึก อาหาร ขนมเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น สายไหม เนื้อแพะ-นกกระจอกทอด ปอเปี๊ยะ (ชุนจ่วนร์:春卷) มันเผา ข้าวโพดปิ้ง นอกจากนี้ยังเพิ่มสีสันด้วย ศิลปินริมทางที่มาตั้งเก้าอี้รับจ้างวาดรูปเหมือนมากมายหลายเจ้า

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่นี่จะพลุกพล่านไปด้วยผู้คนนับพันนับหมื่นคนที่ต่าง หลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ หากชอบความสงบแล้วควรหลีกเลี่ยงช่วงวันหยุดและเดินทางมาในวันธรรมดาจะดีกว่า ระหว่างเดินขึ้นเขา ถ้าหากพอมีเวลา อาจจะแวะเวียนไปที่วัดเก่าแก่ชื่อ วัดเมฆหยก (ปี้หยุนซื่อ:碧云寺) ศาสนสถานที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน บนเขาเซียงซานจะมีจุดชมทิวทัศน์ที่สูงที่สุดชื่อ เซียงหลูเฟิง (香炉峰) ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 557 เมตร

ในการขึ้นเขาเซียงซานสามารถเลือกที่จะเดินขึ้น หรือ นั่งกระเช้าขึ้นไปก็ได้ ตลอดทางขึ้นเขาเซียงซานหากมองลงมายังทิวทัศน์เบื่องล่างก็จะเห็นเทือกเขา สลับสีที่งดงามมาก
 

แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีมนุษย์ปักกิ่ง โจวโข่วเตี้ยน / Zhoukoudian Beijing Yuanren Yizhi

peking_man
 
แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีมนุษย์ปักกิ่ง โจวโข่วเตี้ยน ถ้ำบนเขาแห่งที่ราบภาคเหนืออัน กว้างใหญ่ของแผ่นดินจีน เป็นอีกที่หนึ่งซึ่งเคยมีมนุษย์อาศัยอยู่เมื่อหลายแสนปีก่อน กาลเวลาฝังร่องรอยและหลักฐานมากมายไว้ใต้ฝุ่นดิน จนกระทั่งกระดูกฟันซี่ หนึ่งได้กลายเป็นหลักฐานทางโบราณคดีในทันทีเมื่อมีการค้นพบครั้งแรกในปี 1921 บริเวณถ้ำที่เชื่อว่าเป็นที่อาศัยของมนุษย์วานร ในเขตตำบลโจวโข่วเตี้ยน นั่นคือ ซากฟอสซิลกระดูกหน้าผากของ กะโหลกศีรษะมนุษย์ชิ้นสมบูรณ์ที่สุด และเครื่องใช้ที่ทำด้วยหิน ตลอดจนร่องรอยการใช้ไฟที่พบในถ้ำมนุษย์วานร ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์ปักกิ่งในสมัยดึกดำบรรพ์ เมื่อกว่า 700,000-200,000 ปีก่อน

ชีวิตถ้ำ 500,000 ปีก่อนถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ด้วยซากฟอสซิลกระดูกฟันมนุษย์ชิ้นแรก ซึ่งระบุอายุได้ว่าอยู่ในราวยุคหินเก่าตอนต้น จากหลักฐานชิ้นดังกล่าวนำมาสู่การค้นพบในปีต่อๆมา แต่หลักฐานที่สั่นสะเทือนวงการโบราณคดีจีนและต่างชาติ ที่ค้นพบในปี 1929 ต่างหาก ที่เป็นกุญแจดอกสำคัญไขไปสู่คำตอบเกี่ยวกับเรื่องราวของ‘มนุษย์ปักกิ่ง’

คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นแหล่งขุดค้นพบกระดูกของมนุษย์ปักกิ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่ประมาณ 200,000 ถึง 750,000 ปีก่อน ค้นพบครั้งแรกเมื่อราวปี พ.ศ. 2464 - 2466 (ค.ศ. 1921 - 1923) โดยนักธรณีวิทยาชาวสวีเดน โยฮัน กันเนอร์ อันเดอส์สัน (Johan Gunnar Andersson)

แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีมนุษย์ปักกิ่ง โจวโข่วเตี้ยนได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัย สามัญครั้งที่ 30 เมื่อปี พ.ศ. 2530 ที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย
 

สนามกีฬาโอลิมปิค 2008 หรือ สนามกีฬารังนก / Beijing Bird's Nest Olympic Stadium 200

birdnet_2
birdnet_1
 
 
สนามกีฬาโอลิมปิค 2008 สนามกีฬารังนก (Bird's Nest Olympic Stadium 2008) ศูนย์กลางการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 อยู่ที่สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง ซึ่งมีชื่อว่า "รังนก" เนื่องจากรูปแบบโครงสร้างที่คล้ายรังนก การสร้างสนามกีฬาเริ่มขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2546 เดิมทีทางการจีนมีแผนที่จะใช้สนามกีฬาแห่งชาติกวางตุ้งเป็นสถานที่แข่งขันโอลิมปิก ดังนั้นสนามกีฬาแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นและเสร็จในปี พ.ศ. 2544 ทว่าทางการจีนเปลี่ยนการตัดสินใจและสร้างสนามกีฬาแห่งชาติใหม่ในปักกิ่ง ต่อมาทางการจีนเปิดการแข่งขันออกแบบสนามกีฬาแห่งชาติที่จะสร้างขึ้นใหม่ในปักกิ่ง บริษัทสัญชาติสวิส Herzog & de Meuron Architekten AG ในความร่วมมือกับกลุ่มออกแบบและค้นคว้าสถาปัตยกรรมจีนชนะการประกวด โดยสนามกีฬามีลักษณะเป็นโครงคอนกรีตคล้ายตาข่ายและจะสามารถจุผู้คนได้ถึง 90,000 คน ในระหว่างการแข่งขันโอลิมปิก โดยเดิมสถาปนิกพรรณาถึงลักษณะการออกแบบที่คล้ายคลึงกับรังนกพร้อมด้วยรูโล่ง อันใหญ่โตที่มีเพดานสนามที่หดตัวด้วยเหนือสนามกีฬา อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2547 ความคิดที่ให้มีเพดานสนามที่หดตัวได้ถูกยกเลิกไปเพราะเหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ และความปลอดภัย สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่งจะเป็นสถานที่ที่ทำพิธีเปิดและปิดโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 เช่นเดียวกับเป็นสถานที่แข่งขันกรีฑาและฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศ

สนามกีฬาดังกล่าวตั้งอยู่ทิศใต้ของสวนโอลิมปิกในปักกิ่ง โดยเป็นสเตเดียมแบบเปิด รวมพื้นที่ 23.7 เฮกเตอร์ เพื่อใช้ในพิธีเปิด – ปิด และการแข่งขันกรีฑาประเภทลู่และลานของกีฬาโอลิมปิก 2008 โดยสามารถจุผู้ชมได้มากถึง 100,000 คน แบ่งเป็นที่นั่งแบบถาวร 80,000 ที่ และที่นั่งเสริม 20,000 ที่(รื้อออกเมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน) ทั้งนี้ ภายหลักการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 แล้ว สนามแห่งนี้จะใช้เป็นสนามแข่งขันระหว่างประเทศ หรือกิจกรรมทางกีฬาอื่น ๆ


โดยพิธีเปิดได้เริ่มขึ้นในเวลา 20 นาฬิกา (8 นาฬิกาตอนกลางคืน) 8 นาทีตามเวลากรุงปักกิ่ง (19 นาฬิกา 8 นาที ตามเวลาแห่งประเทศไทย) โดยเลข 8 นี้เป็นเลขนำโชคของชาวจีนซึ่งเชื่อกันว่าเลข 8 เป็นเลขมงคลมากที่สุด เพราะออกเสียงคล้ายกับคำว่า ฟา (發/发) ที่หมายถึง ร่ำรวย
 
 
 
 
 
company_profile thai chinese english