home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มณฑลกานซู Gansu

กานซู 甘肃 Gānsù ชื่อย่อ 甘 gān หรือ 陇 lǒng มีพื้นที่ 454,000 ตารางกิโลเมตร เมืองเอกหลานโจว เป็นมณฑลที่มีลักษณะแคบยาวอยู่ระหว่างมณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน กานซูเจริญรุ่งเรืองมากในอดีตเพราะเป็นด่านสุดท้ายของกำแพงเมืองจีน เป็นเส้นทางการค้าสายไหม
 
gansu_1gansu_2gansu_3gansu_4
 
gansu_2_1gansu_2_2gansu_2_3gansu_2_4
 
เมืองตุงหวงของกานซูคือโอเอซิสสุดท้ายก่อนเข้าสู่แดนทะเลทรายที่แห้งแล้งกันดาร แต่ก่อให้เกิดทัศนียภาพของธรรมชาติที่งดงามเหนือคำบรรยาย ที่ท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่ วัดไป๋ถ่า หวงเหอหมู่ชิงหรือมารดาแห่งแม่น้ำเหลือง ถ้ำม่ายจี๋ชาน วัดลามะ-ลาผู่เลิ่งซื่อ ถ้ำผาม่อเกาในตุงหวง
 

ไป๋ถ่า หรือ เจดีย์ขาว

baitasi_1
 
 
baitasi_2
 
ไป๋ถ่า หรือ เจดีย์ขาว ตั้งอยู่บนภูเขาไป๋ถ่าซาน ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,700 เมตร ใจกลางเมืองหลานโจวริมแม่น้ำฮวงโห บนเขามีเจดีย์ขาว 1 องค์ สร้างในสมัยราชวงศ์หยวนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองหลานโจว ยอดเป็นฉัตร 7 ชั้น 8 เหลี่ยม ฐานกลมสูง 17 เมตร บรรจุอัฐิพระลามะ ทาสีขาวทรงทิเบต จึงเรียกกันว่าเจดีย์ขาว ขึ้นถึงยอดเขา สามารถชมเมืองหลานโจวที่สร้างเรียงรายตลอดสองฝั่งแม่น้ำฮวงโห
 

สะพานเหล็กแม่น้ำฮวงโห

huanghediyiqiao_1
 
 
huanghediyiqiao_3
 
สะพานเหล็กแม่น้ำฮวงโห ชาวบ้านเรียกกันว่า สะพานที่ 1 แม่น้ำฮวงโห เนื่องด้วยเดิมสร้างเมื่อสมัยราชวงศ์หมิง ปี ค.ศ.1368-1398 เป็นสะพานแพที่ตีนเขาไป๋ถ่าซาน สร้างเป็นเรือขนาดใหญ่ 24 ลำติดต่อกัน ถึงฤดูหนาวรื้อออก ฤดูร้อนต่อใหม่เป็นสะพานที่เชื่อมระเบียงฮวงโห ชิงไห่ และหนิงเซี่ย เป็นหัวใจของเส้นทางสายไหม เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก  น้ำที่เชี่ยวกรากจะพัดพาจนสะพานเสียหายมาก สมัยราชวงศ์ชิง ปี ค.ศ.1907 สร้างเป็นสะพานเหล็ก ออกแบบโดยวิศวกรชาวเยอรมันและรับประกัน 30 ปี แต่วัสดุชิ้นส่วนของสะพานชาวจีนมีหน้าที่ลำเลียงขนส่งโดยประชาชาจีนทั้งประเทศ บ้างใช้รถเกวียน รถม้า และคนหาบหาม จนในที่สุดสร้างเสร็จตามเวลาที่กำหนด
 

ถ้ำม่ายจี๋ชาน

maijishan_1
 
 
maijishan_2
 
ถ้ำม่ายจี๋ชาน ห่างจากอำเภอเทียนสุ่ยไปตะวันออกเฉียงใต้ 30 กิโลเมตร ที่ริมแม่น้ำเว่ยสุ่ย ซี่งเป็นเมืองสำคัญหน้าด่านทางผ่านที่มณฑลส่วนซีเข้าสู่มณฑลการซู่ ทางผ่านเส้นทางสายไหม ลักษณะสูงเด่นคล้ายกับกองฟาง จึงมีชื่อว่า ม่ายจี๋ซาน (ภูเขากองฟาง) บนผาแกะสลักเป็นถ้ำพุทธศาสนา ถ้าสูง 20-80 เมตร เริ่มสร้างในสมัย โห้วฉิน ( ปี ค.ศ.384-417) รุ่งเรืองและสร้างเพิ่มเติมสมัยราชวงศ์ถัง ต่อมาราชวงศ์ ซ่ง หยวน หมิง ชิง ก็มีการเพิ่มเติมสกัดต่อรวม 194 ถ้ำ มีรูปปั้น รูปแกะสลัก 7,000 กว่ารูป ภาพเขียนผนัง 1,300 ตารางเมตร เชื่อกันว่าเป็นคัมภีร์ขนาดใหญ่ เป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาและวิธีนับถือของชาวบ้านทั่วไป แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนโบราณสมัย 1,800 ปีก่อน
 

วัดลามะ-ลาผู่เลิ่งซื่อ

labulingsi_1
 
 
labulingsi_2
 
วัดลามะ-ล่าผู่เลิ่งซื่อ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอำเภอเซี่ยเหอ บนพื้นที่แอ่งกระทะเล็กๆ ที่ทับถมจากก้อนหินที่ธารน้ำเซี่ยเหอ ฐานวัดสร้างบนกองหินในสมัยคังซีแห่งราชวงศ์ชิงปี ค.ศ.1709 เป็นวัดที่สำคัญ 1 ใน 6 ของวัดลามะทิเบตนิกายคาหลู่ (เหลือง) บริเวณกว้างขวาง กินเนื้อที่ 1,300 โหม่ว (542 ไร่ไทย) เป็นมหาวิทยาลัย 1 ใน 6 ของพุทธศาสนาลามะ ศูนย์พิมพ์คัมภีร์ของนิกายคาหลู่มีวิหารเทศ 6 หลัง วิหารน้อยใหญ่ 84 หลัง อาคารทรงทิเบต 31 หลัง อุโบสถ 30หลัง ห้องธรรมจักร 500 ห้อง กุฏิ 1 หมื่นกว่าห้อง เป็นสถานวิจัยพุทธศาสนานิกายลับและนิกายเปิดอันลึกลับ เป็นวัดที่ใหญ่และเก็บคัมภีร์มากที่สุดในโลก นอกจากนั้นในวัดยังบูชาพระเจ้าซงจานกานโป อดีตเจ้าเมืองราชวงศ์ทิเบตเป็นพิเศษ นอกจากนั้นในวัดยังแสดงเรื่องราวต่างๆ อาทิ ประวัติศาสตร์   ลวดลายดอกไม้ ศิลปะที่ปั้นด้วยแป้งชิงโค เป็นงานวัดประจำ ในวันขึ้น 3 ค่ำ-แรม 17 ค่ำจีน (แรม 2ค่ำไทย) ในวัดจัดสวนมนต์วันละ 8 รอบ มีงานโต้ธรรม ประกาศปริญญาบัตรพุทธศาสนา ขึ้น 8 ค่ำ เปิดทุกประตูวัด จัดงานแสงเรื่องวิเศษของวัด ขึ้น 13ค่ำจัดงานตากพระ คือนำภาพวาดขนาดใหญ่บนผ้าใบ-ถังค่า มาแสดงบนไหล่เขามักเรียกกันว่า “ตากพระ” หรือ “แสดงพระ”
 

ซุ้มประตูปราการ เจียอี้กวน

jiayuguan_1
 
 
jiayuguan_2
 
ซุ้มประตูปราการ เจียอี้กวน เป็นซุ้มประตูด่านสุดท้ายของกำแพงเมืองจีน จุดด่านตะวันตก ประกอบด้วยกำแพง ซุ้มประตู กำแพงเมือง ด่านปราการ ซึ่งสร้างด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น เนื่องด้วยฟืนไฟหายากในทะเลทราย จึงทำด้วยดินเหนียวและทรายที่หาง่าย โดยนำดินมาคั่วฆ่าเมล็ดพืช  ผสมปูนขาว ข้าวเหนียว น้ำตาลและตำอัดแน่นเป็นชั้นๆ จนเป็นกำแพงที่ทนทานแข็งแรง ซุ้มประตูและกำแพงสร้างมาแล้วนับพันปี บนตัวกำแพงไม่มีต้นหญ้างอกเลย ด่านประตูเจียอี้กวนเป็นปราการสำคัญสำหรับเส้นทางสายไหม
 

ถ้าพุทธรูปตุนหวง หรือ ถ้ำผาม่อเกาคู

dunghuang_1
dunghuang_-
 
ถ้ำพุทธรูปตุนหวง หรือ ถ้ำผาม่อเกาคู เมืองตุนหวังเป็นเมืองโบราณ และ ด่านที่สำคัญสำหรับเส้นทางสายไหม ถือเป็นประตูเมืองท่าตะวันตกที่ออกจากระเบียงแม่น้ำฮวงโห เป็นชุมทางสำหรับพ่อค้า นักเดินทางตะวันตกมาสู่จีน หรือจากจีนไปตะวันตกล้วนต้องผ่านพักแรม และเพิ่มเสบียงเตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทางต่อไป

ถ้ำผาม่อเกาคูได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 11 เมื่อปี ค.ศ. 1987 ถ้ำผาม่อเกาคู ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองตุนหวง มณฑลกานซู ประเทศจีน ในอดีตเป็นหนึ่งในจุดค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สำคัญในเส้นทางสายไหม
ถ้ำผาม่อเกา หนึ่งในสามถ้ำผาอันโด่งดังของจีน มีอายุราว 1,600 กว่าปี เป็นถ้ำผาที่สร้างขึ้นแรกสุด ในจำนวนถ้ำผาทั้งสาม อันได้แก่ ถ้ำผาหยุนกัง ที่เมืองต้าถง มณฑลซานซี และถ้ำผาหลงเหมิน เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน  

ถ้ำผาม่อเกา ผ่านกาลเวลาแห่งการก่อสร้างยาวนานหลายศตวรรษ นับตั้งแต่การเริ่มเจาะสกัดหินก้อนแรกในยุคจิ้นตะวันออก (ค.ศ.317-420) ผ่านการบูรณะ และสรรค์สร้างขึ้นใหม่ ตั้งแต่ยุค 16 แคว้น (ค.ศ.304-439) ยุคราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ.420-589) ต่อเนื่องมาถึงราชวงศ์สุย (ค.ศ.581-618) และในยุคที่พุทธศาสนารุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) ผ่านยุค 5 ราชวงศ์ เรื่อยมาถึงราชวงศ์เหลียว (ค.ศ.916-1125) ซ่ง (ซ่งเหนือ-จิน-ซ่งใต้ ค.ศ.960-1279) เซี่ยตะวันตกและหยวน (ค.ศ.1271-1368) รวมเวลามากกว่า 1,000 ปี  ถึงแม้การก่อสร้างโดยส่วนใหญ่เสร็จสิ้นลงไปแล้วในเบื้องต้น ตลอดระยะเวลากว่าพันปีจากนั้น ก็ยังมีการต่อเติม และก่อสร้างโบราณสถานขึ้นเพิ่มเติมต่างยุคต่างสมัยกัน ดังนั้นบริเวณถ้ำผาม่อเกาจึงดารดาษไปด้วยงานจิตรกรรม ประติมากรรรม และสถาปัตยกรรม ที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปะในแต่ละยุคสมัยของจีน ชาวจีนจึงภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้ำผาในอ้อมกอดของทะเลทรายที่เมืองตุนหวงนี้ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นศูนย์รวมงานศิลปะการแกะสลักหิน งานจิตรกรรมผนังถ้ำ ศิลปะรูปสลักเขียนสี และสถาปัตยกรรมโบราณ ที่มีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชนชาติ อีกทั้งสะท้อนภูมิปัญญาของชนชั้นแรงงานในสังคมอดีตกาล และเปี่ยมล้นด้วยความงามทางพุทธศิลป์ชั้นสูงเทียบเท่าระดับสากล

ถ้ำผาม่อเกา หรือ ที่อดีตเรียกกันว่า ถ้ำเชียนฝอ (ถ้ำพระพุทธรูปพันองค์) มีช่องเขาทั้งหมดซึ่งแบ่งเป็น 5 ชั้น ไล่เรียงกันตามลำดับขั้น ประกอบด้วย ถ้ำพระ ถ้ำวัง ถ้ำเจดีย์ ถ้ำหลังคาโค้ง เป็นต้น ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดมีความสูงราว 40 เมตร กว้าง 30 เมตร ที่เล็กที่สุดเป็นช่องเขาความสูงไม่ถึง 1 นิ้ว

ปัจจุบัน ในจำนวนถ้ำที่ได้รับการอนุรักษ์ราว 500 กว่าถ้ำ ในบริเวณเขตมรดกโลกถ้ำผาม่อเกา มีถ้ำที่มีรูปสลักเขียนสีอยู่ถึง 492 ถ้ำ ภายในบรรจุรูปสลักเขียนสีรวมทั้งสิ้น 2,415 ชิ้น รูปปั้นนางฟ้า 4,000 กว่าชิ้น สถาปัตยกรรมไม้สมัยถังและซ่งรวม 5 หลัง ตลอดจนภาพจิตรกรรมผนังถ้ำรวมความยาวมากกว่า 45,000 ตารางเมตร และยังได้เป็นขุมทรัพย์โบราณวัตถุอายุในราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 - 14 อันได้แก่ คัมภีร์ทางพุทธศาสนา บันทึกประวัติศาสตร์ ตำราและหนังสือชุดว่าด้วยศาสนาเต๋า ประเพณีชีวิต สังคม การเมือง งานวรรณกรรม ฯลฯ และภาพเขียนจีน รวมทั้งสิ้น 50,000 กว่ารายการ ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานทางโบราณคดีของจีนในการศึกษาวิจัยยุคจิ้นตะวันออกจนถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง
 

เขาทรายหมิงซาซาน และ บ่อน้ำพุพระจันทร์เสี้ยว

mingshashan_3
 
 
mingshashan_1
 
เขาทรายหมิงซาซาน เป็นเนินเขาทรายที่มีความกว้าง 20  กิโลเมตร ยาว 40 กิโลเมตร สูง 100 กว่าเมตร เป็นเขาทรายลักษณะตัวอักษร U (ลักษณะสันทรายบาร์คาน “BARCHAN”) คล้ายเคียวเกี่ยวข้าว ที่แปลกก็คือ เมื่อเดินไปถึงยอดเขาทรายและปล่อยตัวให้ไหลลงมา แบบกระดานลื่นหรือสกีทราย จะมีเสียงดังขึ้นเหมือนระฆังใหญ่ส่งเสียงทึบๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญวิชาว่าด้วยเสียงก็ยังไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ ตรงข้ามกับภูเขาทรายฝั่งเว้า มีตาน้ำพุเป็นสระเล็กๆเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวขนานกับภูเขาทราย อยู่ท่ามกลางทะเลทรายนับพันๆปี สันนิษฐานว่าเป็นปรากฏการณ์ของทิศทางลม ซึ่งกวาดเจาะเอาทรายบริเวณตาน้ำพุไปกองไว้ที่กองทราย ตรงข้ามเขาทรายและตาน้ำพุลักษณะนี้ สร้างความแปลกและพิศวงเช่นนี้ในประเทศจีนมีอีกหลายแห่งซึ่งแปลกกว่าที่อื่นในโลก
 

ด่านประตูหยางกวน

yangguang_1
 
 
yangguang_2
 
ด่านประตูหยางกวน เป็นด่านซุ้มประตูตะวันออกเฉียงใต้ ห่างไปจากตุนหวังประมาณ 75 กิโลเมตร เนื่องด้วยอยู่ทางภาคใต้ของ
อี้เหมิน แดดส่องเต็มที่เรียกว่า “หยาง” ซุ้มประตูตั้งโดดเด่นอยู่ที่ใจกลางทะเลทราย สองข้างมีสัญญาณโคมไฟ บริเวณเป็นลักษณะกึ่งทะเลทราย หน้าประตูมีถนนธรรมชาติที่เกิดจากลมพัดทรายไปกองอยู่สองข้างถนนที่ยาวออกไปจากซุ้มประตู จึงเรียกกันว่าถนนใหญ่หยางกวนถนนที่ได้รับแสงสว่าง ริมถนนมีสระน้ำ ต้นอ้ออุดมสมบูรณ์ ท้ายสระมีสะพานเป็นไม้ต้นเดียวพาดอยู่ที่ถนน จึงมีคำว่า “ท่านเดินบนถนนที่มีแสงสว่างของท่าน ข้าเดินบนสะพานเดี่ยวของข้า” มีความหมายว่า ท่านมีอนาคตและวิถีทางที่ดีก็ตามแต่ ข้าจะเดินตามวิถีทางของข้า ถึงแม้มันจะคับแคบแต่ข้าก็พอใจที่ไม่ต้องให้คนอื่นมาอุ้มชู บริเวณรอบๆเป็นหิน และสันคดยาร์ดาง (YARDANG) ลักษณะเขาโดด ซึ่งเป็นเขาที่เกิดจากการผุกร่อนจากลมทราย
 
 
 
 
company_profile thai chinese english