home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มณฑลเหอเป่ย Hebei

เหอเป่ย 河北 Héběi ชื่อย่อ 冀 jì มีพื้นที่ 187,700 ตารางกิโลเมตร เมืองเอกสือเจียจวง เหอเป่ยเป็นมณฑลรอบปริมณฑลกรุงปักกิ่ง ตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำเหลือง ด้านตะวันออกติดทะเลโป๋ไห่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นทุ่งราบ มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ ประกอบอุตสาหกรรม เหล็กกล้า เครื่องจักร สิ่งทอ ด้านการเกษตร เป็นแหล่งผลิตแป้งและข้าวโพดที่ดีที่สุด มีเมืองเฉิงเต๋อเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากพระจักพรรดิคังซี เคยใช้เป็นศูนย์อำนาจรัฐแทนปักกิ่ง สถานที่สำคัญได้แก่ พระราชวังฤดูร้อน วัดซีหมีผู่โซ่วซื่อ วัดสูเซี่ยงซื่อ วัดผู่หนิง วัดผู่ถอจงเชิ่งเมี่ยว และกำแพงเมืองจีนด่านซานไห่กวน

สือเจียจวง
เป็นเมืองเอกของมณฑล ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของมณฑล เดิมเป็นเมืองหลวงเก่าของราชวงศ์เฉียว ปี ค.ศ.907-1121 ปัจจุบันเป็นเมืองที่จัดตั้งใหม่ หลังประกาศให้ปักกิ่งเป็นเมืองหลวงเป็นทางการ มีเนื้อที่ 800 ตารางกิโลเมตร

เฉิงเต๋อ
เป็นเมืองเล็กๆ เนื้อที่ประมาณ 300 ตารางกิโลเมตร พลเมือง 1 ล้านคนเศษ พัฒนามาจาก “สวนปี่สู่ซานจวง”สถานที่แปรพระราชฐานฤดูร้อน สมัยรารชวงศ์ชิง หลังจากชาวแมนจูยึดครองประเทศจีนและตั้งเมืองปักกิ่งเป็นเมืองหลวง ฮ่องเต้จะมาพักร้อนและล่าสัตว์ที่เฉินเต๋อ ซึ่งห่างจากปักกิ่งไปทางภาคเหนือประมาณ 380 กิโลเมตร โดยสร้างเป็นพระราชวังอันสวยงามตามแบบที่พระเจ้าคังซี พระเจ้าเฉียนหลงเคยได้ประพาสมาในแบบลุ่มแม่น้ำแยงซีและเลียนแบบป่าไม่ทุ่งหญ้าทางภาคอีสานเลี้ยงสัตว์นานาชนิดเพื่อการล่าสัตว์ เนื่องด้วยต้นตระกูลชาวแมนจูเติบโตมาและยึดครองจีนมาจากหลังม้า การล่าสัตว์เป็นวิธีฝึกการทหารดั่งซ้อมรบที่ไม่ลืมกิจกรรมของบรรพบุรุษชนิดหนึ่งสวนสร้างในสมัยพระเจ้าคังซีปี ค.ศ. 1703 และพระเจ้าเฉียนหลง ปี ค.ศ.1790 กินเนื้อที่ 5 ล้าน 6 แสน 4 หมื่นตารางเมตร (ประมาณ 3,525 ไร่ไทย) มีอาคารน้อยใหญ่ 110 หลัง เป็นสวนหลวงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองเฉินเต๋อ บริเวณรอบๆมีวัด 8 แห่ง เรียกกันว่า “ว่ายปาเมี่ยว”
 

สถานที่พักร้อน และ หมู่วัดในเฉิงเต๋อ / Mountain Resort and its Outlying Temples, Chengde

chengde01
 
สถานที่พักร้อนและหมู่วัดในเฉิงเต๋อ คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองเฉิงเต๋อ มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน สถานที่พักร้อนแห่งนี้หมายถึงวังฤดูร้อนบนเขาของราชวงศ์ชิงที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1703 ซึ่งมีวัตถุประสงค์อีกสิ่งคือเป็นที่ประทับของพระราชวงศ์จีนในคราเสด็จไปเมืองเฉิ่นหยาง เมืองหลวงเก่า ส่วนหมู่วัดที่หมายถึงนี้คือหมู่วัดบนเขาที่สร้างด้วยการผสมสถาปัตยกรรมระหว่างทิเบตกับจีน
พระราชวังฤดูร้อนเฉิงเต๋อ กินอาณาเขตกว้างใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาและสวนป่า โดยพื้นที่ 4 ใน 5 ส่วนเป็นภูเขา มีชื่อเสียงในความเป็น ‘สวนท่ามกลางขุนเขา และขุนเขาท่ามกลางสวน’ เขตพระราชวังแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นพระราชวังและอุทยาน ซึ่งได้ใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศลักษณะต่างๆ อาทิ ยอดเขา เชิงเขา ลำธารระหว่างซอกเขา ฯลฯ จัดแต่งทิวทัศน์ขึ้นเพิ่มเติมเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ภายในรั้วพระราชวังยังเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างโบราณสมัยราชวงศ์ชิง ที่โดดเด่นที่สุด คือเก๋งจีน 2 หลังบนยอดเขา ชื่อว่า ‘เก๋งภูเขาใต้ซับหิมะ’ (หนันซันจีเสี่ยว) และ ‘เก๋งภูเขาเมฆสี่ทิศ’ (ซื่อเมี่ยนหยุนซัน) อาณาเขตนอกพระราชวังยังล้อมรอบด้วยวัดวาอารามน้อยใหญ่ ที่มีความงามทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย เขตว่าราชการและที่ประทับของจักรพรรดิ ทั่วอาณาบริเวณของพระราชวังฤดูร้อนเฉิงเต๋อ ด้านตะวันตก-ออกเต็มไปด้วยลำธารสายน้ำ ส่วนด้านเหนือ-ใต้ก็เต็มไปด้วยภูเขา ลักษณะโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ที่มีภูเขาเป็นพื้นฐาน เอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการจัดสรรพื้นที่ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยทัศนียภาพหลากหลายรูปแบบ ส่วนการปลูกสร้างภายในเขตพระราชฐานนั้น ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่าด้วยความเรียบง่าย และอุทยานที่จัดแต่งเป็นกลิ่นอายบรรยากาศป่าเขาก็ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนภาพย่อส่วนของทิวทัศน์ธรรมชาติในประเทศจีนเลยทีเดียว
 

วัดซีหมีผู่โซ่วซื่อ

ximeeputuosi
 
 
วัดซีหมีผู่โซ่วซื่อ อยู่ทางภาคเหนือสวนปี้สู่ซานจวง สร้างเมื่อสมัยเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ปี ค.ศ.1780 จำลองมาจาก “ซื่อซีหลุนซื่อ” ภาษาฮั่นเรียกเป็นคำแปลว่า “ซีหมีผู่โซ่วซื่อ” กินเนื้อที่ 3 หมื่น 7 พันตารางเมตร เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างทิเบตกับฮั่น เนื่องในโอกาสพระเจ้าเฉียนหลงอายุครบ 70 พรรษา และปานเจียนเออเอ่อเต๋อหนีลามะมาเข้าเฝ้าพระเจ้าเฉียนหลงที่ปักกิ่ง จึงสร้างวัดพระราชทานให้เป็นที่ประทับเพื่อเป็นเกียนติ อุโบสถสีแดงเป็นสถานที่แสดงธรรมของปานเจียนลามะองค์ที่ 6 สีขาวเป็นที่ประทับ หลังคามุงกระเบื้องทองเหลืองหุ้มทองคำ เป็นวัดใหญ่ 1 ใน 8 เมืองเฉิงเต๋อ
 

วัดสูเซี่ยงซื่อ

suxiangsi
 
 
วัดสูเซี่ยงซื่อ ตั้งอยู่ภาคเหนือของสวนปี้สู่ซานจวง สร้างเมื่อสมัยพระเจ้าเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ปี ค.ศ. 1774 เนื่องในโอกาสพระราชมารดาครบรอบ 70 พรรษา พระเจ้าเฉียนหลงพาพระราชมารดาไปไหว้พระที่อู่ไถซาน เชื่อว่าอู่ไถซานเป็นสถานที่แสดงธรรมของพระโพธิสัตว์เหวินสู-มัญชุศรีโพธิสัตว์มีวัดสูเซี่ยงซื่อซึ่งเป็นวัดที่ปรากฏกายของเหวินสูที่หน้าตาน่าเกรงขาม หลังจากกลับปักกิ่งจึงจำลองสร้างวัดที่เซียงซาน หลังจากนั้น 19 ปี (ปี ค.ศ. 1774) พระเจ้าเฉียน หลงสร้างวัดที่บริเวณปี้สู่ซานจวง ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีนฮั่น อุโบสถประดิษฐานโพธิสัตว์เหวินสู-มัญชุศรีโพธิสัตว์ กวนอิมอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์และผู่เสียนมหาสถามปราบโพธิสัตว์ หน้าอุโบสถมีป้ายลายพู่กันของพระเจ้าเฉียนหลง รูปพระแกะสลักไม้ หนานมู่เหวินสูทรงสิงห์ สูง 10 เมตรเป็นวัด 1 ใน 8 ของเมืองเฉิงเต๋อ
 

วัดผู่หนิง

puningsi
 
 
วัดผู่หนิงซื่อ ตั้งอยู่ภาคเหนือของเมืองเฉินเต๋อ สร้างในปี ค.ศ.1755 ภายในมีรูปเจ้าแม่กวนอิม-อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ที่แกะสลักด้วยไม้ไหว สน พาย ฉำฉา ต้วน รวม 5 ชนิด เป็นรูปทรงยืน สูง 22 เมตร จึงนิยมเรียกกันว่า วัดพระใหญ่ เนื่องในโอกาสที่พระเจ้าเฉียนหลงปราบ “เก๋อเอ่ตาน” “หัวหน้าเผ่า” “เอ๋อหลู่เช่อ”ชาวมองโกลสำเร็จเมื่อเดือนพฤษภาคม และจัดงานแต่งตั้งหัวหน้าเผ่าใหม่ในเดือนตุลาคม เพื่อเป็นอนุสรณ์และให้ขวัญต่อเผ่า “เอ๋อหลู่เซ่อ” ซึ่งชาวมองโกลนับถือพุทธลามะนิกายคาหลู่เหลือง วัดทรงสถาปัตยกรรมทิเบตผสมมองโกล กินเนื้อที่ 2 หมื่น 3 พันตารางเมตร ประดิษฐานกวนอิมพันมือพันตาสูง 22.23 เมตร ครอบด้วยอุโบสถสูง 35 เมตร ภายในมีศิลาจารึก “สร้างวัดผู่หนิง” เหตุเนื่องในการปราบจุ่นเก๋อเอ่อ” และ “สภาพหลังการปราบจุ่นเก๋อเอ่อ 3 แผ่น ซึ่งเป็นวัด 1 ใน 8 ของเมืองเฉิงเต๋อ
 

วัดผู่เล่อ

pulesi
 
 
วัดผู่เล่อซื่อ โดยทั่วไปจะเรียกกันว่า วัดกลม เนื่องจากสร้างโดยเลียนแบบหอฟ้าเทียนถาน เป็นฐานทรงกลม กินเนื้อที่ 2 หมื่น 4 พันตารางเมตร ในสมัยพระเจ้าเฉียนหลงปี ค.ศ. 1766 เพราะการปกครองเข้มแข็งและความเจริญของราชวงศ์ชิง ชนเผ่ากลุ่ม “ฮาซาค” ที่เคยหนีไปอาศัยในแถบทะเลสาบคาซาค (ประเทศคาซัคสถานในปัจจุบันนี้) และเผ่า “ปูหลู่เช่อ” ชาวมองโกลที่อาศัยในรัสเซีย ต่างได้นำเผ่าชนของตนฝ่าความลำบากเดินทางนับหมื่นลี้กลับสู่มาตุภูมิและเข้าเฝ้าพระเจ้าเฉียนหลง จึงสร้างวัดเพื่อเป็นอนุสรณ์ เนื่องในความสามัคคีปรองดองระหว่างชนเผ่าต่างๆเป็นวัดใหญ่ 1 ใน 8 ของเมืองเฉิงเต๋อ
 

วัดผู่ถอจงเชิ่งเมี่ยว

putuozhongchengsi
 
 
วัดผู่ถอจงเชิ่งเมี่ยว เป็นวัดใหญ่ 1 ใน 8 ของเมืองเฉิงเต๋อ มีนามว่า “พระราชวังปูตาลาน้อย” สร้างในสมัยพระเจ้าเฉียนหลงปี ค.ศ. 1767 เนื่องในโอกาสพระเจ้าเฉียนหลงครบรอบ 50 พรรษา และพระมารดาครบรอบ 80 พรรษา จำลองวัดพระราชวังปูตาลาในทิเบต หลังสร้างเสร็จหัวหน้าเผ่าชาวมองโกล “เผอหลู่เช่อว่อปะซี” นำเผ่าของตนที่อยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำวอลกา กลับเข้ามาอาศัยในจีนและเข้าเฝ้าพระเจ้าเฉียนหลง พระองค์ทำพิธีจัดงานเลี้ยง “ความสามัคคีปรองดองและฉลองวันเกิดของพระมารดาพร้อมวันเกิดของพระองค์อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ” ภายในวัดมีศิลาจารึกถึงเหตุการณ์ นี้หลายแผ่น
 

กำแพงเมืองจีนด่านซานไห่กวน เมืองฉินหวางต่าว

shanhaiguan
 
 
เมืองฉินหวางต่าว ตั้งอยู่ชายทะเลตะวันออกของมณฑลเหอเป่ยเป็นช่องทางยุทธศาสตร์จากภาคกลางสู่ภาคเหนือที่สำคัญยิ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร พลเมือง 2 ล้าน 4 แสน 9 หมื่นคน เป็นจุดเริ่มต้นของกำแพงเมืองจีนซึ่งสร้างขึ้นมาจากทะเลตะวันออก และเป็นซุ้มประตูปราการแรกของกำแพงเมืองจีน “ซานไห่กวน”ด่านปราการที่ตั้งระหว่างภูเขาและทะเล สร้างในปี ค.ศ. 1386 โดยแม่ทัพใหญ่หลี่ต๋าเนื่องด้วยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ จึงมีลักษณะพิเศษคือ อิงกำแพงเมืองจีนเป็นฐานและสร้างเป็นกำแพงขึ้นมาอีก 3 ด้าน รวมเป็นกำแพงเมือง 4 ด้าน 6 ประตู ยาว 8 กิโลเมตร ถือเป็น “กุญแจ 2 เมืองหลวง ประการอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า” (เมืองหลวงหมิงปักกิ่ง เมืองหลวงแมนจูตอนยังไม่ได้เข้าปกครองจีนเฮ่อถูอาลา) ที่ป้ายซุ้มประตูเขียนว่า “เทียนเซี่ยตี้อี๋กวน-ซุ้มประตูแรกแห่งใต้หล้า” ท้ายราชวงศ์หมิงแม่ทัพใหญ่อู๋ซานกุ้ยทำหน้าที่เฝ้าประตูนี้ เนื่องด้วยทหารชาวนา หลี่จื้อเฉิง ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด จึงทำให้อู๋ซานกุ้ยเปิดประตูเมืองและเป็นไส้ศึกให้ทหารแมนจู จนในที่สุดเผ่าแมนจูเข้ายึดครองทั่วประเทศจีนและตั้งเป็นราชวงศ์ชิง
 

ศาลเจ้า เมิ่งเจียงหนี่

mengjiangnumiao
 
 
ศาลเจ้า เมิ่งเจียงหนี่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซานไห่กวน เดิมชื่อศาลเจ้า “เจินหนี่ฉือ ศาลเจ้าหญิงบริสุทธิ์” สร้างบนดอยหินคอยสามี เมื่อสมัยราชวงศ์ฉิน เพื่อระลึกเมิ่งเจียงหนี่ เล่ากันมาว่า นานมาแล้ว สมัยราชวงศ์ฉิน เนื่องด้วยพระเจ้าฉินซีฮ่องเต้เหี้ยมโหดและเกณฑ์ชาวบ้านไปสร้างกำแพงเมืองจีน มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเพิ่งแต่งงาน 3 วัน สามีถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพง เป็นเวลาร่วมปีไม่มีข่าวคราว เมิ่งเจียงหนี่คิดถึงและเป็นห่วง ไม่รู้เป็นตายร้ายดี นางทำรองเท้าเสื้อผ้าและเดินทางจะส่งไปให้ นางเดินไปถามไป เป็นเวลาหลายเดือน จนมาถึงที่แห่งหนึ่ง ทราบว่าสามีของตนเหนื่อยตายและฝังลงไปในกำแพง นางร้องไห้เสียใจ จนกำแพงท่อนหนึ่งพังทลายลงมา พระเจ้าฉินซีฮ่องเต้โกรธมาก จะจับมาฆ่าเสีย แต่มาเห็นถึงความงามก็อยากได้เป็นสนม เมิ่งเจียงหนี่ขอให้ฉินซีฝังศพสามีอย่างสมเกียรติ รับเลี้ยงพ่อแม่ของสามีและพ่อแม่ของตนแล้วจึงยอมเป็นสนม ฉินซีรับปากและทำตามทุกอย่าง วันที่มารับเมิ่งเจียงหนี่จัดเป็นพิธีใหญ่โต เมิ่งเจียงหนี่ก็แต่งตัวสวยงาม พอฉินซีจะมารับนาง นางเอาหัวชนกำแพงเมืองจีน ตายคาที่ ฉินซีโกรธมาก แต่คิดได้ว่า หากเขายอมเรา วันหลังก็อาจยอมคนอื่น จึงสร้างศาลเจ้าระลึกน้ำใจที่เป็นหญิงบริสุทธิ์ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าศาลเจ้า เมิ่งเจียงหนี่
 
 
 
 
company_profile thai chinese english