home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มณฑลหูเป่ย Hubei

หูเป่ย 湖北 Húběi ชื่อย่อ 鄂 è มีพื้นที่ 185,900 ตารางกิโลเมตร เมืองเอกอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยตั้งอยู่ใจกลางของประเทศจีน มีแม่น้ำไหลผ่านถึง 6 สาย มีทะเลสาบมากที่สุดจนได้ฉายาว่า"มณฑลพันทะเลสาบ" อุณหภูมิเฉลี่ย 15-17 องศาเซลเซียส สามารถทำการเพาะปลูกได้ดี หูเป่ยเป็นเขตอุตสาหกรรมเก่า ศูนย์กลางการค้าของ 9 มณฑล เมืองหลักอย่างเมืองหวู่ฮั่น เป็นที่ตั้งศาลากลางของมณฑล โรงงานถลุงเหล็กใหญ่เป็น 1 ใน 5 ของประเทศ และ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เมืองท่าชุมทางคมนาคมทางน้ำ ทางบก และ วัฒนธรรมของจีน นครอู่ฮั่นประกอบด้วย 3 เมืองคือ อู่ซาง ฮั่นหยาง และ ฮั่นโข่ว

เมืองอู่ฮั่น
เป็นเมืองเอกของมณฑลหูเป่ย์และเป็นเมืองใหญ่สุดในมณฑลเหอเป่ย์ มีพื้นที่ 8,467.11 ตร.กม.มีประชากรประมาณ 8.1 แสนคน เป็นที่ตั้งของท่าเรือใหญ่ที่สุดของแม่ย้ำแยงซีเกียงตอนล่าง เมื่อก่อนมีชื่อเสียง ในการผลิตอาวุธสงครามปัจจุบันสินค้าที่สร้างรายได้คือ อาวุธ เครื่องจักร น้ำมันพืช เป็นต้น เมืองอู่ฮั่น เป็นผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์เพราะมีแม่น้ำสำคัญ 2 สายไหลผ่าน คือ แยงซีเกียง และ ฮั่นซุย อาหารเด็ดของที่นั่นจึงเป็นเมนูที่ทำจาก “ปลาอู่ชัง”
 

หอนกกระเรียนเหลือง หรือ หอหวงเห่อโหลว / Huanghe Lou

huanghelou_1
huanghelou_2
huanghelou_3
 
สร้างเมื่อปี ค.ศ.223 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฉางเจียง ภายหลังก๊กอู๋ยึดได้เมืองจิงโจวหรือเกงจิ๋ว โดยก๊กอู๋สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์ ป้องกันการโจมตีจากก๊กสูของเล่าปี่ หอนกกระเรียนเหลืองตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองอู่ชัง หอกระเรียนเหลืองในปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่เขาเสอซัน เขตอู่ชางเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สร้างขึ้นด้วยปูนและเหล็กเลียนแบบโครงสร้างแบบไม้ที่เป็นของเดิม เป็นหอห้าชั้น สูง 51 เมตร ระหว่างชั้นยังมีชั้นแทรก รวมทั้งสิ้นเป็นสิบชั้น ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอู่ฮั่น

หอหวงเห่อโหลว หรือ “หอนกกระเรียนเหลือง” ในยุคสมัยสามก๊ก เชื่อกันว่าผู้สร้างคือซุนกวงซึ่งอยู่ในช่วงยังไม่ได้สถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งง่อก๊ก เพื่อใช้เป็นหอสังเกตการณ์ดูข้าศึก จากนั้นก็มีการบูรณะซ่อมแซมความเสื่อมโทรมของหอเรื่อยมา มีการสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน ได้รับการบูรณะอย่างจริงจังถึง 4 ครั้ง ปัจจุบันเป็นหอที่สร้างใหม่ในลักษณะอาคารแบบดั้งเดิม เป็น 1 ใน 3 หอสวย ที่มีชื่อของจีน (หอเอี้ยหยาง มณฑลหูหนาน หอเถิงหวังเก๋อ
มณฑลเจียงซี) จัดเป็นหอแสดงงานเขียนอักษรจีนและจิตรกรรม และยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ริมแม่น้ำแยงซีเกียงของชาวเมืองอีกด้วย ในปี 1957 เนื่องจากได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีที่ผากระเรียนเหลือง ณ ที่ตั้งเดิมของหอกระเรียนเหลืองไปแล้ว ดังนั้น ในปี 1984 เมื่อรัฐบาลจีนใหม่ประจำอู่ฮั่น มีโครงการสร้างหอกระเรียนเหลืองขึ้นใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีที่หอกระเรียนเหลืองถูกเผาทำลายไป เมื่อครั้งสมัยจักรพรรดิกวงสูแห่งราชวงศ์ชิง จึงต้องย้ายหอกระเรียนเหลืองไปปลูกสร้างยังที่ตั้งใหม่บนยอดเขาเสอซัน

ตำนานของหอนกกระเรียนเหลือง
เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับที่มาของหอกระเรียนเหลืองซึ่งเป็นที่แพร่หลาย กล่าวกันว่าสถานที่ตั้งเดิมของหอกระเรียนเหลืองเป็นร้านเหล้าเล็ก ๆ ที่เปิดเป็นที่พักคนแรมทาง ครั้งหนึ่งเจ้าของร้านได้ให้อาหารและที่พักแก่นักพรตที่แต่งกายซ่อมซ่อท่าน หนึ่งโดยไม่คิดเงิน นักพรตนั้นจึงใช้เปลือกส้มวาดเป็นรูปกระเรียนสีเหลืองที่ผนังร้าน เมื่อปรบมือขึ้นครั้งหนึ่ง ภาพกระเรียนบนฝาผนังก็จะออกมาร่ายรำอย่างงดงาม นักพรตได้มอบกระเรียนเหลืองนี้ไว้เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจเจ้าของร้าน นับแต่นั้นก็มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนทางร้านกันคับคั่ง เพื่อมาดูการแสดงของกระเรียนเหลือง กิจการของร้านเฟื่องฟูร่ำรวยขึ้น สิบปีต่อมานักพรตนั้นกลับมาอีกครั้ง และเมื่อกระเรียนเหลืองออกมาจากผนัง นักพรตก็ขึ้นขี่กระเรียนบินจากไป เจ้าของร้านจึงสร้างหอกระเรียนเหลืองขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณของนักพรตนั้น

หอกระเรียนเหลือง เป็นแหล่งรวมของบรรดาปราชญ์กวีและปัญญาชนจากทั่วทุกสารทิศ ซึ่งก็ได้ฝากผลงานบทกวีที่มีชื่อไว้ไม่น้อย ในจำนวนนี้มีผลงานของชุยเฮ่า ปราชญ์สมัยถัง ได้แต่งบทกวีเกี่ยวกับความงามสง่าของหอแห่งนี้ รวมทั้งคำเล่าขานของหอกระเรียนเหลืองนี้เอาไว้อย่างละเอียด จนกลายเป็นต้นแบบให้กวีในรุ่นหลังได้ศึกษาต่อมา จวบจนปี 1884 รัชสมัยจักรพรรดิกวงสูแห่งราชวงศ์ชิง เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ หอกระเรียนเหลืองถูกเผาทำลายลงในปี 1957 เนื่องจากได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแยงซีที่ผากระเรียนเหลือง ณ ที่ตั้งเดิมของหอกระเรียนเหลืองไปแล้ว ดังนั้น ในปี 1984 เมื่อรัฐบาลจีนใหม่ประจำ
อู่ฮั่น มีโครงการสร้างหอกระเรียนเหลืองขึ้นใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปีที่หอกระเรียนเหลืองถูกเผาทำลายไปเมื่อครั้งสมัยจักรพรรดิกวงสูแห่งราชวงศ์ชิง จึงต้องย้ายหอกระเรียนเหลืองไปปลูกสร้างยังที่ตั้งใหม่บนยอดเขาเสอซัน
 

อี๋ชาง และ เขื่อนเก่อโจวป้า / Yichang and Gezhouba

sanxia_1
sanxia_2
sanxia_6
 
sanxia_3
sanxia_4
sanxia_8
 
อี๋ชาง และ เขื่อนเก่อโจวป้า อี๋ชางเป็นเมืองเล็ก ๆ ตอนกลางของลุ่มแม่น้ำแยงซี ก่อนปี ค.ศ. 1978 ยังเป็นเมืองที่มีพลเมืองประมาณ 3 แสนกว่าคนที่ไม่มีใครรู้จัก เนื้องด้วยรัฐบาลจีนสร้างเขื่อนกักน้ำและโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นเขื่อนกระแสน้ำต่ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเขื่อนทดลองและเขื่อนตัวอย่าง เพื่อที่จะสร้างเขื่อนซานเสียซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1996 – 2009 จึงแล้วเสร็จ เขื่อนเก่อโจวป้าสูง 50 เมตร ยาว 2450 เมตร หมายเหตุ เขื่อนที่กักน้ำต่ำกว่า 50 เมตร เรียกว่า เขื่อนกระแสน้ำต่ำ ปัจจุบันนี้หลังจากสร้างเขื่อนเก่อโจวป้าสำเร็จและได้ทำการสร้างเขื่อนซานเสีย จนสามระกักน้ำได้สูงถึง 135 เมตร และกักน้ำ 175 เมตรในที่สุดเมื่อถึงปี ค.ศ. 2009 เมื่อเขื่อนแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ ซึ่งอยู่ต้นน้ำห่างออกไปจากเก่อโจวป้าประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นเขื่อนที่สูงที่สุด 180 เมตร ถมดินมากที่สุด ใช้เหล็กลวดมากที่สุด ใช้ปูนมากที่สุด กักน้ำสูงที่สุด (175 เมตร) น้ำท่วมขังไกลที่สุด (ประมาณ 800 กิโลเมตร) ผลิตไฟฟ้ามากที่สุด ทดน้ำทำนามากที่สุด อพยพคนมากที่สุด (3 ล้าน 5 แสนคน)

ซานเซีย กู่หลงจง บ้านพักขงเบ้าง ตั้งอยู่ทิศตะวันตก ห่างจากเมืองเซียงหยางไป 15 กิโลเมตร เป็นบ้านพักอาศัยของขงเบ้ง เซ่จูเก๋อ ชื่อเหลียง นามขงเบ้ง (ปีค.ศ. 181-234) คนซานตง ตอนอายุ 17 ตามคุณพ่อ จูเก๋อเสียมาที่เมืองเซียงหยางและเก็บตัวขยันหมั่นเพียร อ่านหนังสือและสังเกตการเมืองภายนอกอย่างใกล้ชิด มีฉายาว่า มังกรหมอบ ปี ค.ศ. 207 เล่าปี่และพี่น้องร่วมสาบาน กวนอูและเตียวหุย มาเชิญตัวที่กระท่อมหลงจงถึง 3 ครั้ง เล่าปี่ได้คุยกับจูเก๋อเหลียง ขงเบ้งอธิบายสภาพการเมืองในเวลานั้น เสนอความคิดเห็พร้อมทั้งวิธีรวบรวมประเทศให้เป็นเอกภาพ รวมทั้งนโยบาย และกลยุทธ์ และยินดีเป็นที่ปรึกษากุนซือของเล่าปี่ ในที่สุดได้สร้างฐานให้เกิดเป็นสามก๊ก เมืองเซียงหยาง ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหูเป่ยเป็นเมืองโบราณสมัย 2500 ปีก่อนในสมัยราชวงค์ชุนชิว เป็นเมืองเก่าของเกงจิ๋ว และเป็นเมืองทางยุทธศาสตร์ที่ขงเบ้งยุในยึดครองเป็นฐานที่มั่นจากซุนกวน กำแพงเมืองยาว 6 กิโลเมตร 4 ด้าน 6 ประตู ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำฮั่นสุ่ยซึ่งไหลผ่านประตูเหนือ ภาคใต้มีภูเขาเจี้ยนซาน ฝั่งตะวันออกมีภูเขาฉู่ซาน เป็นกำบัง ซึ่งมีฉายาว่า เมือง “ฟูหยิน” (คุนหมิง) ลือกันว่า สร้างโดยมารดาของพระเจ้า “จูลี่” สมัยราชวงค์ “จิ่น” ยุคจ้านกว๋อ
 

ตามรอยสามก๊กที่ ผาแดง หรือ ชื่อปี้ / Red Cliff

red_cliff_1
red_cliff_2
red_cliff_3
 
ตั้งอยู่ห่างจากเมืองชื่อปี้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 36 กิโลเมตร ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีด้านใต้ ที่จริงแล้วชื่อเดิมคือเมือง “ผูฉี” อยู่ในมณฑลหูเป่ย เพิ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “ชื่อปี้” เมื่อปี ค.ศ.1998 ทั้งนี้ เพื่อต้องการให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ในสงครามรบนั่นเอง จุดที่ทัพพันธมิตรของซุนกวนและเล่าปี่ผนึกกำลังเข้าสู้รบกับทัพของโจโฉซึ่งนักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าเป็นบริเวณที่ตรงตามประวัติศาสตร์มากที่สุด สงครามครั้งนั้นทำให้หน้าผาแห่งนี้ปรากฏเป็นสีแดงเพลิง จนได้รับการขนานนามว่า “ผาแดง” หรือชื่อปี้

ปัจจุบันผาแดงแห่งนี้ กำลังพัฒนาให้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์มีสิ่งปลูกสร้างตามประวัติศาสตร์ เช่น แท่นเรียกลม ปัจจุบันตรงจุดนี้ถูกสร้างเป็นอาคารขึ้นมาโดยมีรูปปั้นของเล่าปี่ กวนอู เตียวฮุย และขงเบ้ง เป็นอนุสรณ์ , หอบัญชาการรบ , ฐานทัพของง่อก๊ก ส่วนอีกด้านหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเมืองจำลองของเล่าปี่ เริ่มสร้างเมื่อปี 2007 และมีกำหนดเสร็จในเดือนตุลาคม 2009 บนยอดเขา จะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของจิวยี่หันหน้าไปทางแม่น้ำแยงซีเกียง
 

ศึกชื่อปี้ เป็นสงครามที่มีความสำคัญที่สุดสงครามหนึ่งในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นในรัชสมัยของพระเจ้าฮั่นเหี้ยนตี้ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสามก๊กในประเทศจีนในเวลาต่อมา ศึกผาแดงนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 751 โดยฝั่งหนึ่งเป็นกองทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวนทางตอนใต้ และอีกฝั่งคือทัพของโจโฉทางตอนเหนือ ซุนกวนและเล่าปี่นั้นได้ชัยชนะเหนือโจโฉ ทำให้ความพยายามในการยึดดินแดนทางใต้ของโจโฉต้องล้มเหลวลง โดยจุดแตกหักเกิดขึ้น ณ ตำบลที่เรียกว่า "เซ็กเพ็ก" ริมแม่น้ำแยงซีเกียง ศึกผาแดงนี้นับว่าเป็นศึกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสามก๊กและประวัติศาสตร์จีนก็ว่าได้

ในวรรณคดี เล่าปี่ต้องทิ้งเมืองซินเอี๋ยและอ้วนเสียอพยพราษฎรจำนวนมาก เพื่อหนีการตามล่าจากโจโฉไปอยู่ที่เมืองแฮเค้าของเล่ากี๋ จากนั้นจึงส่งขงเบ้งไปเป็นทูตเจรจาขอให้ซุนกวนร่วมกันต้านโจโฉ ขณะที่โจโฉสามารถยึดเกงจิ๋วที่เดิมเป็นของเล่าเปียวได้สำเร็จ เพราะชัวมอคิดทรยศยอมยกเมืองให้โจโฉ ซึ่งภายหลังโจโฉก็สั่งสังหารเล่าจ๋องและชัวฮูหยินเสีย และประหารชัวมอและเตียวอุ๋น ตามแผนของจิวยี่ แม่ทัพใหญ่ฝ่ายง่อก๊ก ฝ่ายขงเบ้งเมื่อไปถึงกังตั๋ง ต้องเผชิญกับที่ปรึกษาของซุนกวนหลายคนรุมถล่มด้วยวาจา แต่สามารถโต้กลับไปได้ทุกคน ในที่สุดซุนกวนและจิวยี่ก็ตัดสินใจรบกับโจโฉเพราะถูกขงเบ้งยั่วจนเกิดโทสะ ทั้ง 2 ทัพตั้งทัพคอยประจัญบานกัน ตลอดเวลาที่ขงเบ้งอยู่ที่นี่
จิวยี่พยายามหาทุกวิถีทางที่จะหาเรื่องสังหารขงเบ้งให้ได้ แต่ขงเบ้งก็สามารถเอาตัวรอดไปได้ทุกครั้ง เช่น สั่งเกณฑ์ขงเบ้งให้ทำลูกธนูแสนดอกให้เสร็จภายใน 10 วัน แต่ขงเบ้งขอเวลาแค่ 3 วัน โดยการใช้เรือเบาบรรทุกหุ่นฟางแล่นไปหาฝ่ายโจโฉในยามดึกหลังเที่ยงคืนขณะที่หมอกลงจัด ทหารฝ่ายโจโฉจึงระดมยิงธนูเข้าใส่ แต่ก็ติดกับหุ่นฟาง ลูกธนูแสนดอกจึงได้โดยไม่ต้องออกแรงอะไร และอีกครั้งเมื่อจิวยี่ต้องการลมสลาตันเพื่อเผาทัพเรือโจโฉ ที่ถูกผูกเป็นแพเดียวกันด้วยอุบายของบังทอง แต่เนื่องจากเป็นฤดูหนาวไม่มีลมสลาตัน จิวยี่เครียดกับเรื่องนี้จนกระอักเลือดล้มป่วยลง ขงเบ้งจึงทำพิธีเรียกลมขึ้น ในที่สุดเมื่อถึงวันที่ต้องแตกหัก ตรงกับวันแรม 5 ค่ำ เดือนอ้าย (ตรงกับวันที่ 10 เดือน 10 ตามปฏิทินจีน) ลมสลาตันก็มา ในที่สุดก็สามารถเผากองทัพของโจโฉให้ราบคาบได้ โจโฉต้องหลบหนีไปอย่างทุลักทุเลเกือบเอาชีวิตไม่รอด และขงเบ้งก็ได้ให้กวนอูดักพบโจโฉเป็นด่านสุดท้าย เพื่อที่จะให้กวนอูไว้ชีวิตโจโฉ เพื่อล้างบุญคุณที่เคยมีต่อกันในอดีตด้วย หลังจากเสร็จสิ้นศึกนี้ ทัพซุนเล่านั้นได้ยึดดินแดนเกงจิ๋วเกือบทั้งหมด โดยทัพจิวยี่สามารถเอาชนะโจหยินยึดเมืองกังเหลงได้ ส่วนเล่าปี่นั้นได้ยึดครองดินแดนเกงจิ๋วใต้ทั้งหมด

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของศึกผาแดงยังคงเป็นที่ถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน แม้แต่สถานที่รบยังกำหนดชี้ชัดลงไปไม่ได้ โดยคาดว่าจะอยู่ทางฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี บางแห่งแถบทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอู่ฮั่นในปัจจุบัน

 

เขาบู๊ตึ๊ง หรือ อู่ตังซาน / Wudang Mountain

wudang01
 
เขาบู๊ตึ๊ง หรือ อู่ตัง ในภาษาจีนกลาง เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญของลัทธิเต๋า ที่เล่าสืบมาว่าปรมาจารย์เจินอู่หรือเทพเจ้าเสวียนอู่ที่ศาสนาเต๋าเคารพนับถือได้บำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งนี้ ท่านรู้สึกติดอกติดใจกับเทือกเขาที่เสมือนแดนสุขาวดีแห่งนี้ ที่นี่ท่านได้ใช้วิชาทั้งบุ๋นและบู๊ต่อกรกับภิกษุหลายรูปของฝ่ายพุทธจนได้รับชัยชนะ จนสามารถยึดเขาแห่งนี้มาเป็นที่พำนักสืบมา เขาบู๊ตึ๊งได้กลายมาเป็นแหล่งฝึกวิชาและเข้าฌานของนักพรตลัทธิเต๋าหลายสำนักมาหลายยุคหลายสมัย และยังเป็นที่กำเนิดสุดยอดวิชากังฟูที่โด่งดังตามที่เราเคยคุ้นหูคุ้นตาในนิยายกำลังภายในด้วย เขตโบราณสถานบนเขาบู๊ตึ๊ง มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 321 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยส่วนที่เป็นหมู่ตึกโบราณซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และส่วนที่เป็นทิวทัศน์ธรรมชาติ อาทิ สระน้ำ, บ่อน้ำพุร้อน, ถ้ำ, หน้าผาและยอดเขารวมกว่าร้อยแห่ง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ ยอดเขาทั้งหลายได้หันเหเข้าหากันที่จุดศูนย์รวมดั่งกลีบดอกบัวสวรรค์ และในปี ค.ศ. 1997 ได้รับรางวัลมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก้ ยอดเทียนจู้ ยอดเขาที่สูงที่สุด (สัญลักษณ์ของเขาบู๊ตึ้ง) มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,612 เมตร เป็นที่ตั้งของวิหารใหญ่แห่งศาสนาเต๋า จินเตี้ยน (วิหารทอง) สร้างขึ้นเมื่อปีที่ 14 (ค.ศ.1416)ในรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง มีความสูง 5.5 เมตร กว้าง 5.8 เมตร ซึ่งเป็นตำหนักที่เชื่อกันว่าจะนำแต่โชคลาภมาให้ ภายในวิหารงามวิจิตรด้วยลวดลายบนเสาเอกและเพดานประดับมุข เป็นที่ประดิษฐานรูปสำริดของเทพเจ้าเจินอู่(เสวียนอู่) น้ำหนัก 10 ตัน ด้านนอกวิหาร เป็นกำแพงเมืองจื่อจินเฉิง มีความยาว 1,500 เมตร ก่อขึ้นเป็นรูปทรงภูเขานอกจากนี้ยังมีพระราชวังจื่อเซียว ที่สร้างขึ้นในสมัยหย่งเล่อ ปีที่ 11 (ค.ศ.1413) ที่สามารถอนุรักษ์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดมาจนถึงวันนี้
 

พิพิธภัณฑ์อู่ฮั่น / Wuhan Museum

wuhan_museum
 
 
hebei_museum_2
 
เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ระดับมณฑล ก่อนปี ค.ศ.1999 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงหุ่นจำลองสุสานโบราณ อายุประมาณ 2,400 ปี ของพระเจ้าเจิงโหวยี่ จนถึงปีดังกล่าวได้มีการจัดสร้างตึกโดยเฉพาะ เพื่อแสดงสิ่งที่พบในสุสาน โดยจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่า ส่วนมากเป็นเครื่องทองสัมฤทธิ์ เช่น ระฆังราว เสื้อหยก ที่ขุดพบที่หม่าหวางตุย กลองสัมฤทธิ์ โถ จอกเหล้า ตะเกียง เครื่องประดับ และเครื่องสัมฤทธิ์อื่นๆ มากมา
สิ่งที่น่าสนใจคือระฆังสำริดโบราณ 65 ใบ เมื่อถูกเคาะจะให้เสียงกังวานสูงต่ำทุ้มแหลมราวกับเครื่องดนตรี ทางพิพิธภัณฑ์ได้สร้างระฆังจำลอง และเปิดการแสดงบรรเลงเป็นเพลงได้อย่างไพเราะน่าฟัง
 
 
 
 
company_profile thai chinese english