home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มณฑลเจียงซู Jiangsu

เจียงซู 江苏 Jiāngsū ชื่อย่อ 苏 sū มีพื้นที่ 102,600 ตารางกิโลเมตร เมืองเอกหนานจิง (นานกิง) มณฑลเจียงซูตั้งอยู่ภาคกลางด้านตะวันออกปากอ่าวที่ราบลุ่มของแม่น้ำแยงซี เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณื จนได้ชื่อว่า อู่ข้าวอู่น้ำ มีเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น นานกิง ซูโจว หยังโจว เมืองนานกิง เป็น 1 ใน 6 ของเมืองหลวงโบราณของจีนเมื่อ 1,800 ปีก่อน สมัยสามก๊ก ซุนกวนตั้งราชธานี"เจี้ยนเยียะ"ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง พระเจ้าอู่หงเคยตั้งราชธานี และ ดร.ซุนยัดเซน สมัยสาธารณรัฐ ประเทศจีนก็เป็นราชธานีเช่นเดียวกัน ปัจจุบันเป็นเมืองอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของจีน

หนานจิง หรือ นานกิง
เป็นเมืองหลวงของมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน มีพื้นที่ 6,598 ตร. กม. โดยหนานจิงเป็นหนึ่งในเมืองหลวงเก่าของจีน เคยเป็นเมืองหลวงของหลายราชวงศ์ จนได้รับสมญานามว่า เมืองหลวงสิบแผ่นดิน และยังเป็น 1 ใน 6 นครโบราณ ปัจจุบันหนานจิงเป็นเมืองใหญ่อันดับสองในภาคตะวันออกของจีน รองจากช่างไห่ บรรพบุรุษชาวหนานจิง จำนวนมากอพยพมาจากปักกิ่งตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง จึงมีส่วนทำให้ภาษาหนานจิงมีสำเนียงคล้ายภาษาจีนกลางที่ฟังเข้าใจได้ทั่วไป จนทำให้ปัจจุบันหนานจิงเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุดในประเทศจีน แต่เนิ่นๆการพัฒนา ตั้งแต่ 3 ราชอาณาจักร
ระยะเวลาหนานจิงได้กลายเป็นศูนย์แห่งอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมของหนานจิงราชวงศ์ถูกขยายเพิ่มเติมและเมืองกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เจริญมากที่สุดในจีน
 

จงซานหลิง หรือ สุสาน ดร. ซุนยัดเซน / Zhongshanling

zhongshanling
 
 
สุสานดร. ซุนยัดเซน หรือ จงซานหลิง อันตั้งอยู่บริเวณเนินทางทิศใต้ของของภูเขาจงซาน เริ่มสร้างใน เดือนมกราคม ค.ศ.1926 และเสร็จสิ้นในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ.1929 โดยศพของ ดร.ซุนยัดเซ็น นั้นถูกย้ายจากปักกิ่งมาตั้งไว้ ณ สุสานแห่งนี้เมื่อ วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1929 มีการกล่าวถึงสาเหตุที่การสร้างสุสาน ดร.ซุนยัดเซ็น ณ บริเวณนี้ว่า ครั้งหนึ่ง ดร.ซุน เคยมาเยี่ยมเยือนบริเวณนี้ เมื่อสังเกตเห็นว่า เนินทางทิศใต้ของภูเขาจงซาน มีทัศนียภาพที่งดงาม และชัยภูมิที่ดีจึงเปรยเล่นๆ กับผู้ติดตามว่า เหมาะกับการสร้างสุสานของตน อย่างไรก็ตาม การเปรยเล่นๆ ดังกล่าวกลับมีผู้จดบันทึกเอาไว้ ปัจจุบัน สุสานซุนจงซาน มีขนาดใหญ่โตกว่า สุสานหมิง ที่อยู่ข้างๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยมีขนาดพื้นที่กว้างขวางถึง 8 หมื่นตารางเมตร โดย สุสานถูกออกแบบและสร้างให้เป็น ทางเดินหินลาดขึ้นไปตามเนินเขาที่ยาวกว่า 323 เมตร กว้าง 70 เมตร ประตูใหญ่ของสุสาน สร้างจากหินอ่อนขาวที่นำมาจากมณฑลฝูเจี้ยน ขณะที่หลังคาเป็นกระเบื้องออกแบบเป็นสีน้ำเงินคราม - สีขาว - น้ำเงินคราม อันเป็นสีธงประจำพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งหากสังเกตดูดีๆ แล้ว อาคารทั้งหมดของ สุสานซุนจงซาน ก็ออกแบบในโทน สีขาว-น้ำเงิน นี้ เหนืออาคารแรกถัดจากประตูใหญ่ ผู้มาเยือนจะพบลายมือของ ดร.ซุน ที่เขียนเอาไว้ว่า " แผ่นดินเป็นของประชาชน หรือ เทียนเซี่ยเหวยกง" อาคารหลังสุดท้ายของสุสานซุนจงซาน เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ครอบสุสานเอาไว้ ด้านหน้ามีตัวหนังสือเขียนเรียงไว้ว่า ชาตินิยม, ประชาธิปไตย และ สังคมนิยม อันประกอบเป็น ลัทธิไตรราษฎร์ ที่ ดร.ซุน บัญญัติขึ้น ภายในอาคารมีรูปปั้นในท่านั่งของ ดร.ซุนยัดเซ็น ผลงานของ Paul Landowski ประติมากรชาวฝรั่งเศสขณะที่ผนังโดยรอบก็สลักไว้ด้วย "หลักการพื้นฐานในการสร้างชาติโดยสังเขป ของ ดร.ซุน" โดยเมื่อเดินผ่านเข้าไปหลักรูปปั้นนั่ง ก็จะพบกับห้องวงกลมอันเป็นห้องเก็บศพ โดยบนโลงศพนั้นประดับไว้ด้วยรูปปั้นขนาดเท่าตัวจริงของ ดร.ซุนเอง ที่ปั้นโดยศิลปินชาวเชกฯ
 

สะพานข้ามแม่น้ำแยงซี / Nanjing Changjiang Daqiao

nanjingdaqiao
 
 
สะพานข้ามแม่น้ำแยงซี เป็นสะพานเหล็กสองชั้น ที่มีทางรถไฟ และทางรถยนต์ ทางรถไฟยาว 6,772 เมตร สะพานทางรถยนต์ยาว 4,589 เมตร กว้าง 19.5 เมตร แบ่งเป็น 10 ช่อง ตอม่อสูง 80 เมตร หัวสะพานมีซุ้มสูง 70 เมตร เริ่มก่อสร้างปี ค.ศ.1960 แล้วเสร็จและเปิดใช้เมื่อวันที่23 ธันวาคม ปี ค.ศ.1968 เนื่องด้วยก่อนก่อสร้างจีนได้ใช้เทคโนโลยีและเหล็กกล้าของรัสเซีย หลังจีนมีปัญหากับรัสเซีย รัสเซียได้ถอนวิศวกรและเลิกสัญญา รัฐบาลจีนต้องมาออกแบบและหาวิธีทดลองเหล็กกล้าของจีนเสียเวลาหลายปี ดังนั้นสะพานข้ามแม่น้ำที่นานกิงนี้ จีนจึงได้ประสบการณ์เป็นอันมาก นับตั้งแต่นั้นมาจีนจึงมีความสามารถในการสร้างสะพานที่สลับซับซ้อนได้ทุกรูปแบบ
 

เจดีย์กระเบื้องเคลือบ

dapaoensi
 
เจดีย์กระเบื้องเคลือบ ตั้งอยู่ที่วัดต้าเป้าเอินในเมืองนานกิงซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน เป็นงานสถาปัตยกรรมที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งของจีน เป็นสิ่งก่อสร้างเจดีย์รูปแปดเหลี่ยม สูง 9 ชั้น สูง 261 ฟุต หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว มีกระดิ่งแขวนไว้ 80 ลูก และโคมไฟประดับอีกหลายร้อยผูกแขวนไว้ตามชายคา เวลาลมพัดมีเสียงดังไพเราะมาก กล่าวกันว่าบนยอดเจดีย์มีลูกบอลทำด้วยทองติดอยู่มีเหล็กวงแหวนล้อมรอบถึง 9 วง มีไข่มุกขนาดใหญ่ 5 เม็ดอยู่ที่ปลายเป็นเครื่องรางบอกความมีโชคชัยของกรุงนานกิง องค์เจดีย์ก่อด้วยอิฐ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบทั้งหมด เดิมทีพุทธศาสนิกชนชาวจีนเป็นผู้สร้างไว้เพียง 3 ชั้น ความมหัศจรรย์ของเจดีย์ ต่อมาในสมัยของจักรพรรดิยุ่งโล้แห่งราชวงค์เหม็งประมาณ พ.ศ. 1973 ได้โปรดให้สร้างเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 9 ชั้น มีโซ่โยงลงมาจากชายคาตรงแนวที่เป็นเหลี่ยมขององค์เจดีย์ 8 เส้น โดยแขวนกระดิ่งตามสายโซ่รวม 72 ลูก ปัจจุบันองค์เจดีย์อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก เนื่องจากเหตุการณ์เกิดกบฎไท้เผ็งได้ถูกเผาทำลายเมื่อ พ.ศ. 2392 นอกจากขนาดใหญ่โตสูงเสียดฟ้าแล้ว สิ่งที่สำคัญอยู่ที่วัสดุกระเบื้องเคลือบที่ใช้นั่นเอง
 

ซูโจว

มีชื่อเดิมว่า "เมืองกู่ซู" มณฑลเจียงซู เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของทางภาคใต้ของจีน และได้ชื่อวาเป็นเมืองแห่งสาวงามอีกทั้งเป็นเมืองที่งดงามมากจนได้รับฉายาว่า “เมืองสวรรค์ในโลกมนุษย์” มีสิ่งก่อสร้างต่างๆ มากมายแบบจีนในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน เมืองซูโจวได้ขึ้นเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2540 โบราณสถานที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีมีอยู่ถึง 489 แห่ง ในจำนวนนี้มี 15 แห่งมีคุณค่าด้านการท่องเที่ยวมาก ซูโจวเป็นเมืองที่มีโบราณสถานมากที่สุดเมืองหนึ่งของจีน รองจากกรุงปักกิ่งและเมืองซีอัน สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ก็อยู่ริมน้ำ ในเขตชุมชนกลางเมือง มีตรอกซอกซอยและลำธารตัดสลับกันไปมา เมืองนี้จึงสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ โดยมีคำพูดว่า"สะพานเล็กๆ ธารน้ำใสๆ
และบ้านพักอาศัยที่สร้างอย่างประณีตบรรจง"

เมืองแห่งสวนคลาสสิค ทั่วเมืองซูโจวมีสวนที่สืบทอดมาจากสมัยโบราณกว่า 60 แห่ง จั๋วเจิ้งหยวนและหลิวหยวนของเมืองซูโจวได้รับชื่อว่าเป็นสวนสวยที่สุด 2 ใน 4 แห่งของจีน บรรดาสวนโบราณ 9 แห่งประกอบด้วยสวนหวั่งซือหยวน หวนซิ่วซานจวง ชังลั่งถิง ซือจื่อหลิน อี้ผู่ โอ่หยวนและถุ้ยซือหยวน ทั้งหมดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก"จากองค์การยูเนสโกก่อนปีค.ศ.2000 สวนหลากหลายในเมืองซูโจว แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ สวนในที่พักอาศัย สวนในวัด และสวนชานเมือง อีกทั้งมีกลิ่นอายของศิลปะที่ละเมียดละไมโดดเด่น แต่ทั้งหมดล้วนสร้างสีสันและบรรยากาศให้เมืองซูโจว เมืองแห่งแม่น้ำและลำคลอง หรือ ‘ดินแดนเวนิสแห่งตะวันออก’ นี้ ยังเป็นดินแดนแห่งสวนยุคราชวงศ์หมิงและชิง ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-20 หรือ ‘เมืองแห่งสวน’
 
 

สวนหลิวหยวน / Liuyuan

liuyuan_1
 
 
liuyuan_2
 
สวนหลิวหยวน หรือ สวนอ้อยอิ่ง สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง เป็นสวนศิลปะเจียงหนานขนานแท้ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนกลางเป็นเนินเขาตัดกับสระน้ำ ตะวันออกเป็นที่พักอาศัยและสวนหิน ตะวันตกเป็นเนินกับป่ารกส่วนเหนือเป็นทิศทัศน์ท้องนา

จุดเด่นของสวนหลิวคือการผสมผสานนำเอาหินจากใต้ทะเลสาบไท่หู มาจัดสวนและตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ขั้นบันได หรือประติมากรรม โดยหินที่มีชื่อเสียงที่สุดของสวนหลิวคือ หินก้วนหยุนเฟิง สูงกว่า 6.5 เมตร อีกทั้งยังมีตัวอักษรจีนประดิษฐ์บนระเบียงยาวกว่า 700 เมตร และ หินสลักอักษรโบราณ
 

วัดซีหยวน / Xiyuan

xiyuan_1
 
 
xiyuan_2
 
วัดซีหยวน เป็นวัดใหญ่ที่สุดในซูโจว เป็นอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจ วัดซีหยวนเป็นที่ประดิษฐานของพระยูไลในวิหารหลังใหญ่ รวมไปถึงเจ้าแม่กวนอิม 1,000 มือ 1,000 ตา ตามประวัติเป็นวัดโบราณ แต่ได้รับการบูรณะก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยราชวงศ์ชิง ภายในมีวิหารประดิษฐานรูปปั้นพระเมตไตรย์ ท้าวจตุโลกบาล ในวิหารมีพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ และแกะสลักจากไม้ปิดทอง มีรูปพระอรหันต์ 500 องค์ ที่พระพักตร์ของแต่ละองค์ไม่เหมือนหรือซ้ำกันเลยในห้องโถง และที่พิเศษคือ มีพระจี้กง สามอารมณ์ มองด้านซ้ายจะเป็นหน้ายิ้ม มองตรงกลางจะเป็นหน้าพะอืดพะอม และมองด้านขวาจะเป็นหน้ากำลังร้องไห้
 

หู่ชิวซาน หรือ เขาเนินเสือ / Huqiushan

suzhou_huqiu
 
 
เนินหู่ชิว หรือ ภูเขาเนินเสือ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของซูโจวเมืองโบราณมณฑลเจียงซู มีความเป็นมาของชื่อหู่ชิวหรือเนินเสือนั้น เอกสารโบราณสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ.25-220) ระบุว่ากษัตริย์อาณาจักรหวูยุคชุนชิว (ก่อนค.ศ.722-481 ปี) ชื่อเฮอหลี่ว์ สวรรคตแล้วฝังที่เนินเขานี้ เพียงแค่ 3 วัน ปรากฏมีเสือขาวหมอบบนที่ฝังศพ เลยได้ชื่อว่าหู่ชิวหรือเนินเสือ

เนินเขานี้มีความสูงเพียง 36 เมตร แต่มีต้นไม้เก่าแก่สูง เสียดฟ้า บริเวณโดยรอบมีสถานที่ลือชื่อหลายแห่งเนิน เขาลูกเล็กแต่มีทิวทัศน์มากมาย นี่คือจุดเด่นพิเศษของเนินหู่ชิวหรือเนินเสือ โดยเฉพาะเจดีย์หู่ชิวพันปีที่สูงสง่าบนเนินเขา ทำให้หู่ชิวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงตั้งแต่โบราณกาล
ศูนย์กลางยอดเจดีย์เอียงห่างออกจากศูนย์กลางฐานราก 2.3 เมตร จึงถูกเรียกกันว่า “เจดีย์เอนปิซ่าบนบูรพาทิศ” ปัจจุบัน พระเจดีย์พันปีที่ตั้งตระหง่านบนเนินหู่ชิวนี้ได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของเมืองโบราณซูโจว

เนินหู่ชิวมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 34.3 เมตร มีพื้นที่ราว 20 เฮกเตอร์ ในสมัยดึกดำบรรพ์ เนินหู่ชิวเคยเป็นเกาะเล็กๆ ที่ผลุบๆ โผล่ๆ ตามกระแสคลื่นทะเลกลางอ่าวทะเล หลังจากได้ผ่านกระบวนการผันแปรของ กาลเวลาอันยาวนาน ในที่สุดจึงผุดขึ้นอยู่เหนือน้ำทะเลกลายเป็นเนินเขาที่ตั้งอยู่โดดๆบนที่ราบ ผู้คนจึงเรียกว่า ภูเขาห่ายหย่ง (แปลว่าผุดขึ้นจากทะเล) ที่เนินหู่ชิวมีโบราณสถานมากมายมีตำนานเรื่องเล่า หลากหลายกล่าวขานว่าเป็นที่รวมของน้ำพุ ป่าไม้ ภูผา ในจุดชมวิว 18 แห่งนั้น ที่โดดเด่นเป็นที่หนึ่งคือเจดีย์วัดหยินแหยน (วัดหน้าผาเมฆ) ได้แก่เจดีย์หู่ชิว ซึ่งสร้างขึ้นใน (ค.ศ.961) สมัยราชวงศ์ซ่ง ก่อด้วยอิฐรูปทรงแปดเหลี่ยมหน้าตัด ตัวองค์พระเจดีย์เอียงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตั้งแต่ 400 ปีก่อน
 

หมู่บ้านโบราณโจวจวง / Zhouzhuang

zhouzhuang_1
zhouzhuang_2
 
หมู่บ้านโบราณโจวจวง หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ห่างจากซูโจว ประมาณ 38 กิโลเมตร โจวจวง ได้รับสมญานามว่า “ยอดหมู่บ้านกลางน้ำแห่งเจียงหนาน” ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลเจียงซู ในเขตเมืองคุนซาน เสน่ห์ของหมู่บ้านพันปีแห่งนี้อยู่ที่มีลำคลองล้อมรอบและตัดผ่าน สะพานโค้งข้ามลำคลอง

วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและธรรมชาติสองฟากฝั่งคลองด้วยต้นหลิวระย้ายเรียงราย หญิงชายวัยกลางคนขับร้องบทเพลงขณะแจวเรือไปตามลำคลอง หมู่บ้านโจวจวงมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี เดิมมีชื่อว่า “เจินเฟิงหลี่” ต่อมาในปี ค.ศ.1626 ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ ก่อนสุโขทัยราว 200 ปี มีชายชื่อโจวตี๋กง บริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัดจนชาวบ้านแซ่ซ้องและให้เกียรติแก่ตระกูลโจวโดยเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็นโจวจวง ต่อมาในยุคสมัยราชวงศ์ชิง มีเจ้าสัวตระกูลเสิน ชื่อ “เสินว่านซาน” อพยพมาทำการค้าที่โจวจวงจนกลายเป็นมหาเศรษฐีแห่งเจียงหนาน โดยมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ความร่ำรวยทำให้เขาหยิ่งผยองต่อองค์ฮ่องเต้กระทั่งถูกยึดทรัพย์และอพยพไปค้าขายที่มณฑลยูนนานแทน อย่างไรก็ตาม ลูกหลานของ เสินว่านซาน ที่ยังลงทุนทำการค้าต่อที่หมู่บ้านแห่งนี้ทำให้ โจวจวง กลายเป็นตลาดการค้าด้านเมล็ดพันธุ์ เครื่องปั้นดินเผา ผ้าไหม งานฝีมือหัตถกรรม และก่อให้เกิดงานสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์คือ บ้านทรงจีนสีขาวหลังคาดำเรียงรายสองฟากฝั่งคลองและริมทาง ซึ่งปัจจุบันมีบ้านเจ้าสัวแห่งเจียงหนานหลงเหลืออยู่กว่าร้อยหลัง ส่วนสะพานหินโค้งข้ามลำคลองที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน หมิงและชิง ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่ 14 แห่ง

นักท่องเที่ยวจะล่องเรือลอดผ่านช่องใต้สะพานชมทัศนียภาพหลิวระย้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมริมสายน้ำ หมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม หัตถศิลป์ ที่สืบทอดมายาวนานแห่งนี้ได้รับการประกาศยกย่องจากทางการจีนให้เป็นชุมชนอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม พร้อมกับเตรียมเสนอชื่อต่อยูเนสโกยกให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย
 

อู๋ซี
เป็นเมืองอุตสาหกรรมเก่าในมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน มีทะเลสาบไท่หูพาดผ่านแบ่งเมืองออกเป็นสองส่วน เนื่องจากเป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนาเมื่อไม่นานมานี้ จึงถูกขนานนามว่า "เซี่ยงไฮ้น้อย"

เมืองอู๋ซีก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อนโดยเจ้าชายสองพระองค์ผู้ลี้ภัยมาจากตอนเหนือของจีน ทั้งสองพระองค์เรียกดินแดนบริเวณนี้ว่า 'เหมย' (Mei) เนื่องจากมีการขุดทำเหมืองดีบุกในบริเวณใกล้เคียง เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อว่า 'หยูซี' (Youxi - เมืองที่มีดีบุก) จนกระทั่งแร่ดีบุกจึงขุดจนหมดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 568 เมืองนี้จึงถูกเรียกในชื่อปัจจุบัน

อู๋ซี มีประวัติมากกว่า 3,000 ปี เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เพราะอยู่ริมทะเลสาบไท่หู ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ติดต่อกับสองมณฑล คือมณฑลเจ้อเจียงและมณฑลเจียงซู เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน มีการเพาะเลี้ยงไข่มุกน้ำจืดที่ขึ้นชื่อของประเทศจีน มีทิวทัศน์สวยงามที่สุดในตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี จัดเป็นเมืองท่องเที่ยว 10 อันดับแรกของจีน แต่ละปีรองรับนักท่องเที่ยวหลายสิบล้านคน การวางผังเมืองอู๋ซีเป็นไปตามลักษณะของเมืองยุคเก่าของจีนอีกหลายเมือง คือมีลักษณะเป็นรูปวงกลม ภายในเมืองมีคลองเก่าหลายสายตัดไขว้กันไปมา ปัจจุบันคลองสายหลักยังเป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่
 

วัดหลิงซาน / Lingshan Dafo

lingshan_dafo
 
 
วัดหลิงซาน ตั้งอยู่ที่ภูเขาชื่อเสี่ยวหลิงซานชื่อนี้เป็นชื่อที่พระถังซานจ๋างตั้งให้ เด็มเป็นที่ตั้งของวัดหลิงฝูฉานซื่อ ซึ่งเป็นวัดที่ชื่อดังในสมัยราฃวงศ์ถังและซ่ง ปัจจุบันนี้เพื่อฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธธมก็เลยได้สร้างวัดหลิงซานขึ้นมา วัดนี้มีขนาดใหญ่ มีความสวยงามมาก มีเนื้อที่ 2.5 ตารางกิโลเมตร จัดเป็นลานกว้าง 3 ชั้น ลานสุดท้ายเป็นที่ประดิษฐานขององค์หลวงพ่อโตหลิงซาน สร้างเป็นพระยืนปางห้ามญาติ มีความสูงถึง 88 เมตร เป็นพระยืนทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก บันไดหน้าวัดขาขึ้นด้านซ้ายมีจำลองรูปฝ่ามือขององค์หลวงพ่อโตขนาดเท่าองค์ใหญ่ไว้ให้คนกราบไหว้บูชาเรียกว่า หนึ่งเดียวแห่งใต้หล้า ด้านหน้าวัดสร้างเป็นกำแพงแกะสลัก เรื่องราวต่างๆ ของพุทธศาสนายาวประมาณ 50 เมตร ชื่อ กำแพงหนึ่งเดียวแห่งประเทศจีน

ในวัดนี้มีพระสังคจายซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่เชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งโชคลาภ ความร่ำรวย แต่พระสังคจายองค์นี้จะมีเด็กปีนป่ายล้อมรอบตัวด้วย ทำให้เชื่อกันว่า ถ้าใครได้ไปบูชา จับพุง จับตัวเด็ก และทำการเวียนเทียน 3 รอบจะทำให้ได้สมหวังในการมีลูกด้วย
 
 
 
 
company_profile thai chinese english