home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มณฑลส่านซี Shaanxi

ส่านซี 陕西 Shǎnxī ชื่อย่อ 陕 shǎn หรือ 秦 qín มีพื้นที่ 205,800 ตารางกิโลเมตร เมืองเอกซีอาน มณฑลนี้เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมหวงเหอ หรือ แม่น้ำฮวงโห อารยธรรมโบราณกว่า 3,000 ปี เป็น 1 ใน 6 ของเมืองหลวงโบราณของจีน พื้นที่ตรงกลางเดิมเรียกกันว่า กวานจง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ และ มีชัยภูมิเหมาะสำหรับการตั้งเมือง จึงมีแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย

ซีอาน

เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เป็นเมืองหลวงของมณฑลส่านซี และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในประวัติศาสตร์จีน ในอดีตซีอานได้เป็นเมืองหลวงของ 13 ราชวงศ์ รวมทั้ง โจว ชิน ฮั่น และ ถัง ซีอานยังเป็นเมืองต้นทางและปลายทางของเส้นทางสายไหม ซีอานมีประวัติอันยาวนานมากกว่า 3,100 ปี โดยชื่อเดิมว่า ฉางอาน ซึ่งมีความหมายว่า "ความสงบสุขชั่วนิรันดร์" ซีอานเป็นเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่ที่สุดในส่วนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน และเป็น 1 ใน 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

ปัจจุบันมีสถานที่สำคัญหลายแห่งในมณฑลส่านซีได้ถูกจัดเป็นมรดกโลก จากองค์การสหประชาชาติ เช่น หุ่นทหารโบราณ (Army of Terracotta Worriors) ที่ถูกค้นพบในปี 1974 ซีอานถือเป็นแหล่งอันอุดมไปด้วยทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโด่งดังระดับโลกแห่งหนึ่ง นครซีอานเป็นเมืองโบราณทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมายาวนานของชนชาวจีน มรดกทางวัฒนธรรมของนครซีอานมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีสำนักงานคุ้มครองโบราณวัตถุที่สำคัญถึง 282 แห่ง เป็นสำนักงานคุ้มครองโบราณวัตถุที่สำคัญระดับประเทศถึง 34 แห่ง ระดับมณฑล 72 แห่ง มีโบราณวัตถุที่เก็บรักษาในพิพิธพัณฑ์ถึง 1.2 แสนกว่าชิ้น หลุมปิงหม่าหย่งของจักรพรรดิฉินได้รับสมญานามเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่แปดของโลก ทั้งยังมีกำแพงเมืองโบราณซีอานที่สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งมีขนาดใหญ่และค่อนข้างสมบูรณ์ อีกทั้งมีวังโบราณต่างๆ เช่น วังถังต้าหมิง วังฉินอาฝาง เป็นต้น

ซีอานเป็นเมืองโบราณเก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นแหล่งชุมนุมของคนดังในอดีต นับตั้งแต่ฮ่องเต้จิ๋นซี ปฐมกษัตริย์ผู้ทรงรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่น พระนางบูเช็คเทียน จักรพรรดินีพระองค์แรกและพระองค์เดียวแห่งบัลลังก์มังกร จอมนางหยางกุ้ยฟุย หนึ่งในสี่หญิงงามเหนือแผ่นดินใหญ่ และพระเสวนจางหรือพระถังซำจั๋งที่คนไทยคุ้นเคย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งชุมชนที่มีชาวต่างชาติพักพิงอาศัยทำมาค้าขายบนเส้นทางแพรไหมมาตั้งแต่สมัยฮวงตี้ ฮ่องเต้ จนมาถึงยุคเฟื่องฟูที่สุดอีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถัง

 

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ และ กองทัพทหารดินเผา / Mausoleum of the First Qin Emperor and Terracotta army

qinci01
qinxi_2
qinxi_1
qinxi_3
 
การขุดค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน และยิ่งใหญ่ที่สุดสิ่งหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20 และตราบจนทุกวันนี้ ทางการรัฐบาลจีนถือว่า สุสานฉินสื่อหวง (ฉินซีฮ่องเต้) ที่ยังรอการขุดค้นนั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณชิ้นที่ 8 กองทัพทหารดินเผาภายในสุสานและรถม้าสมัยราชวงศ์ฉิน จำนวนมาก มีขนาดใหญ่โตมโหฬารซุกซ่อนอยู่ภายใต้พื้นดิน ตามบันทึกในประวัติศาสตร์จีนถูกขุดพบโดยบังเอิญจากชาวนาตระกูลหยางจำนวน 7 คน ในหมู่บ้านซีหยาง เมืองหลินถง ในต้นของฤดูใบไม้ผลิในปี พ.ศ. 2517 ที่ขุดดินเพื่อหาบ่อน้ำไว้ใช้สำหรับเพาะปลูกในฤดูหนาวที่จะมาถึงภายในหมู่บ้าน ในวันที่ 5 ของการขุดดินเพื่อหาบ่อน้ำ เมื่อขุดลึกลงไปประมาณ 4 เมตร ก็พบกับวัตถุที่ทำด้วยดินเผาที่มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับเหยือกสำหรับใส่น้ำ จึงค่อย ๆ ขุดดินอย่างระมัดระวัง และเมื่อยิ่งขุดลึกลงไปก็พบกองทัพทหารดินเผาในชุดเกราะ คันธนูและลูกธนูทองเหลืองจำนวนหนึ่ง หลังการขุดพบโดยบังเอิญ ชาวนาตระกูลหยางได้จุดธูปกราบไว้เพื่อขอขมาเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นวัดหรือโบราณวัตถุ หลังจากนั้นอีก 2 เดือน เจ้าหน้าที่ของทางการที่รับผิดชอบในการขุดหาแหล่งน้ำของจีน ได้เข้ามาตรวจสอบความคืบหน้าของการขุดหาแหล่งน้ำของชาวบ้าน ก็ได้พบกับสิ่งที่ชาวนาตระกูลหยางค้นพบ และสังเกตเห็นถึงลักษณะของอิฐและรูปปั้นดินเผาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่สุสานของฉินสื่อหวง จึงได้รายงานไปยังทางการของมณฑลส่านซี หลังจากนั้นทางรัฐบาลจีนได้เริ่มทำการขุดค้นหาอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา ผลของการขุดค้นพบรูปปั้นกองทัพทหารและรถม้าดินเผามากกว่า 8,000 ตัว และรถม้าไม้มากกว่า 100 คัน ในจำนวนหลุมภายในสุสานที่ขุดพบมีอาณาเขตพื้นที่รวมกันถึงกว่า 20,000 ตร.ม.

ฉินสื่อหวงทรงสร้างสุสานกองทัพทหารดินเผาขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่เก็บพระบรมศพของพระองค์เอง แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและสถาปัตยกรรมโบราณของจีน และศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จักรพรรดิจีนทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์จะมีความใฝ่ฝันสูงสุดอยู่ 2 ประการคือ 1. ยาอายุวัฒนะ ถ้าหากพระองค์ยังเสาะแสวงหาไม่ได้ สิ่งที่พระองค์จะต้องทำก็คือ 2. การสร้างมหาสุสานขนาดอันใหญ่โตมโหฬาร เพื่อเป็นที่ประทับชั่วกาลนาน

ทหารดินเผา ที่ขุดพบได้นั้นมีลักษณะใบหน้าที่มองดูแล้วกลมเกือบคล้ายกัน บางหน้าเป็นรูปไข่ บางหน้าเป็นรูปเหลี่ยม ซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเทคนิคของช่างแต่ละคน มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน เช่นแผนกช่างนวดดิน ช่างปั้น ช่างทำพิมพ์ สำหรับอวัยวะต่าง ๆ เช่น มือ แขน ขา ศีรษะ เป็นหน้าที่ของช่างขึ้นรูป ที่ทำการปั้นขึ้นรูปศีรษะเป็นรูป ๆ ทำให้ใบหน้าแต่ละหน้าจึงไม่ซ้ำกัน ซึ่งอาจจะเป็นการจำลองจากบุคลิกของทหารจริงในเวลานั้น ส่วนมากใบหน้าของกองทัพทหารดินเผามีสัณฐานสี่เหลี่ยม ริมฝีปากหนา ไว้หนวดเคราทรงผมนานาชนิด แล้วเอาส่วนต่าง ๆ มาประกอบเข้ากัน นำไปเผาไฟแล้วส่งต่อไปให้ช่างสีซึ่งใช้ฝุ่นสีฉูดฉาดเช่น สีแดง เขียว ฟ้า น้ำตาล เหลือง ดำ ม่วง น้ำเงิน ขาว มาระบายลงบนตัวทหารดินเผา แยกสีตามเหล่าทหารแต่ละกอง สำหรับการปั้นม้าจะแยกชิ้นส่วนต่าง ๆ ตามลักษณะของม้า ก่อนนำมาประกอบเข้าเป็นลำตัวที่กลวง ส่วนอื่นจะทึบตันหมด แล้วจึงเข้าเตาเผาไฟที่มีความร้อนสูงระหว่าง 950 ถึง 1,050 องศา เทคนิคงานปั้นดินเผาของจีนเริ่มมานานกว่า 2,000 ปี จนถึงปัจจุบันวิธีเก่าแก่นี้ก็ยังคงใช้อยู่ทั่วโลก[9] กองทัพทหารดินเผาทุกตัวเคยถืออาวุธจริงแต่ได้โดนยึดไปโดยพวกกบฏเป็นจำนวนมาก คงหลงเหลือกว่า 10,000 ชิ้น อาวุธส่วนมากสร้างขึ้นจากโลหะผสมทองแดงและดีบุก รวมทั้งนิกเกิลและสังกะสี ฝีมือประณีตโดยเฉพาะหัวลูกธนูจะผสมตะกั่วเท่ากับเป็นการอาบยาพิษอย่างแรง แต่ทั้งหมดได้รับการปลดออกมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางทหาร และเทคโนโลยี[10] จากการขุดค้นพบกองทัพทหารดินเผาและม้าศึกจำนวนกว่า 6,000 ตัว คาดว่าเมื่อรวมกับจำนวนของทหารดินเผาที่ยังไม่ได้ขุดค้น อาจมีประติมากรรมอันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมากถึง 8,000 ตัว กองทัพทหารดินเผาที่ขุดค้นพบทั้ง 3 หลุมนี้ ในแต่ละหลุมจะแยกจากกันอย่างมีแบบแผน มีการฝังลึกลงไปจากผิวดินในระยะทางประมาณ 5 เมตร มีแนวกำแพงดินพูนสูงราว 3 เมตร แยกจากกันเป็นช่วง ๆ ค้ำยันด้วยท่อนซุง

นอกจากการขุดพบกองทัพทหารดินเผาจำนวนมากแล้ว รัฐบาลจีนยังขุดพบโลงไม้ ยาว 7 เมตร กว้าง 2.3 เมตร ฝังอยู่ใต้พื้นดิน ห่างจากสุสานฉินสื่อหวงไปทางทิศตะวันตกราว 20 เมตร และเมื่อนำขึ้นมาเปิดฝาโลงออกก็พบกับขบวนรถม้าสำริดจำลองของฉินสื่อหวง ฝีมือประณีตสวยงาม ใช้เทคนิคงานโลหะผสม สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรถม้าประจำพระองค์ในภพหน้า ปัจจุบันรถม้าสำริดที่ถูกขุดค้นพบ จัดแสดงไว้ในอาคารอีกหลังหนึ่งในบริเวณพิพิธภัณฑ์ กองทัพทหหารดินเผาประกอบด้วยรถม้าส่วนพระองค์ รถเทียมม้าบุกนำทาง มีองค์รักษ์ทำหน้าที่พลขับ

 

เจดีย์ห่านป่าใหญ่ / Big Wild Goose Pagoda

jd_big
tayanta_2
 
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ หรือ เจดีย์ต้าเอี้ยนถ่าตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองซีอาน เป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในราชวงศ์ถัง บริเวณเดียวกับเจดีย์ 7 ชั้นแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ วัดต้าเฉียน หรือในอดีตชื่อวัดอู่โหลวซื่อ ที่เก็บรักษาพระไตรปิฎกซึ่งพระถังซำจั๋งได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ชาวซีอานมักมาสักการะขอพรพระพุทธรูปที่วัดแห่งนี้ ด้วยเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก โดยอยู่บนถนนเอี้ยนถ่าลู่ ซึ่งเป็นถนนที่ตัดตรงจากเขตกำแพงเมืองชั้นในลงมา จะแลเห็นองค์เจดีย์เด่นเป็นสง่าสะดุดสายตา องค์เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 652 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังเกาจง (TANG KAO ZHONG) โดยก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ. 648 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังไท้จง (TANG TAI ZHONG) พระราชโอรส เจ้าชายหลี่จื้อ (จักรพรรดิถังเกาจงในเวลาต่อมา ทรงครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในปี ค.ศ. 650) ได้สร้างวัดต้าสือเอินซื่อ (TA SI EN SI) (วัดกตัญญุตาราม) นี้ขึ้นก่อน เพื่อเป็นการทดแทนพระคุณของพระราชมารดา คือ เหวินเต๋อหวงโฮ่ว จากนั้นเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงได้สร้างเจดีย์นี้ขึ้นตามคำขอของพระถังซำจั๋ง ในบริเวณวัดดังกล่าว

องค์เจดีย์มีรูปแบบเรียบง่าย ในศิลปะจีนผสมอินเดีย เดิมนั้นสร้างเพียง 5 ชิ้น แต่เมืองซีอานได้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง จึงได้มีการบูรณะเรื่อยมาและมีการบูรณะใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ปัจจุบันองค์เจดีย์มี 7 ชั้น สูง 64.1 เมตร ฐานขององค์เจดีย์วัดจากตะวันออกไปตะวันตกยาว 45.9 เมตร จากเหนือไปใต้ยาว 48.8 เมตร

ตามประวัติ
เจดีย์ห่านป่าใหญ่ ศาสนสถานโบราณที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในแผ่นดินจีน หลังจากที่พระถังซำจั๋งเดินทางไปยังชมพูทวีปเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมา ท่านก็ได้พำนักที่วัดต้าเฉียน และเป็นเจ้าอาวาสของวัดนี้ จากนั้นได้มีการสร้างเจดีย์ 5 ชั้นภายในอาณาเขตวัด ภายหลังได้ถูกทำลายลงในสมัยพระนางอู่เจ๋อเทียน พระนางจึงมีพระบัญชาให้สร้างขึ้นใหม่เป็น 10 ชั้น ก่อนจะพังทลายจากแผ่นดินไหวเหลือเพียง 7 ชั้นดังที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากเจดีย์ห่านป่าใหญ่ ซึ่งสามารถชมวิวข้างบนได้แล้ว ยังมีอนุสาวรีย์พระถังซำจั๋ง หอระฆังทางทิศตะวันออก หอกลองทางทิศตะวันตก พระอุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธรูป 3 องค์ หอพระถังซำจั๋งที่มีรูปปั้นสัมฤทธิ์ของท่านในท่านั่งสมาธิ การได้มานมัสการที่วิหารพันปีแห่งนี้จึงนับได้ว่าเป็นสิริมงคลต่อ
ชีวิตอย่างยิ่ง
 

กำแพงเมืองเก่าฉางอาน

oldwall
 
กำแพงเมืองเก่าฉางอาน กำแพงเมืองซีอานสร้างเมื่อสมัยราชวงค์หมิงประมาณ 600 กว่าปี เป็นกำแพงเมืองโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศจีนที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน กำแพงเมืองซีอานเป็นมรดกล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่ราชวงศ์หมิงสร้างให้ลูกหลาน กำแพงสร้างด้วยส่วนผสมของผงปูน ดินและอิฐ ประสานด้วยข้าวเหนียวและน้ำตาล มีความยาวโดยรอบ 13 กิโลเมตร บนกำแพงเป็นทางเดินกว้าง 12-14 เมตร ผนังกำแพงด้านนอกมีช่องยิงธนู 5,894 ช่อง นอกกำแพงมีคูเมืองล้อมรอบกำแพงเพื่อป้องกันข้าศึกอีกชั้น บริเวณกำแพงทำสนามหญ้าและสวนสาธารณะล้อมเมืองที่สวยงาม และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง ทางเดินบนกำแพงสามารถจัดกิจกรรมได้หลายอย่าง มีการจัดวิ่งมินิมาราธอนและการแสดงโคมไฟทุกปี
 

อุทยานน้ำพุร้อนหัวชิงฉือ กับตำนานรักอมตะของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย / HUA QING SE

huaqing_2
 
อุทยานน้ำพุร้อนหัวชิงฉือ (HUA QING SE) อยู่เชิงเขาหลี่ซัน (หลี่ แปลว่าม้าสีดำเงา ที่มีลักษณะท่าทีที่งดงาม) ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ มีอุณหภูมิประมาณ 43-45องศาเซลเซียส เป็นอุทยานสรงน้ำของกษัตริย์มาแต่สมัยราชวงศ์โจว ต่อมาจนถึงราชวงศ์ฮั่นและถัง และได้รับชื่อว่า หัวชิงฉือ ในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง (TANG XUAN ZHONG) เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์อายุกว่า 3,000 ปี ขณะที่ความเก่าแก่ของตัวบ่อน้ำพุร้อนนั้นย้อนไปถึงกว่า 6,000 ปีแรกสร้างในสมัยโจวตะวันตก แต่มาแต่งเติมอย่างอลังการด้วยงบประมาณมากมายในสมัยเสวียนจงฮ่องเต้ เพื่อเป็นที่พักผ่อนสุดโรแมนติกกับสนมหยางกุ้ยเฟย หนึ่งในสี่สาวงามในตำนานของจีน นอกจากนี้ที่นี่ยังมี “ทะเลสาบเก้ามังกร” ขนาดใหญ่กว่า 5 พันตารางเมตร ที่รายรอบด้วยศาลาและตำหนักอันงดงามหลายหลังรวมทั้งห้องอาบน้ำเจียงไคเช็ก ที่ถูกกักตัวเพื่อต่อรองทางการเมือง

เมื่อเราเข้ามาเยือนอุทยานแห่งนี้ จุดสนใจอันดับแรกที่มองได้อย่างชัดเจนก็ คือ รูปปั้นสีขาวของพระสนมเอกหยางกุ้ยเฟย (YANG GUI FEI) (ค.ศ. 718-756) ในท่วงท่าเพิ่งขึ้นจากสระน้ำอุ่น รูปปั้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความงามอันสะคราญยิ่งของนาง ที่มีสิริโฉมอันวิไลนัก ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าสระน้ำขนาดใหญ่ จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือ ต้นทับทิมโบราณ ที่มีอายุมาแต่สมัยราชวงศ์ถัง มีอยู่ต้นหนึ่งอายุกว่า 1,200 ปี เชื่อกันว่าเป็นต้นทับทิมที่หยางกุ้ยเฟยเป็นผู้ปลูกไว้

 

ถนนชีวิตชาวหุย / Muslim Square Xian จัตุรัสมุสลิมซีอาน

muslintown_1
muslintown_2
 
ชาวจีนย่านนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ใช่แต่เฉพาะอาหารการกินที่มีกลิ่นและรสแปลกๆเท่านั้น การแต่งกายก็ยังแตกต่างไปจากชุมชนชาวจีนอื่นๆหญิงสวม ฮิญาบ หรือผ้าคลุมหน้าตามแบบหญิงมุสลิมพวกผู้ชายสวมหมวกกลมกลางศีรษะ ชุมชนแห่งนี้เรียกตัวเองว่า "หุย" มีวิถีชีวิตสุขสงบ อยู่หลังกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง เวลานั้นตรงกับช่วงที่ท่านนบี มูฮัมหมัด (พ.ศ.1113 -1175 ) พระบรมศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาอิสลามได้สิ้นชีวิตไปแล้ว 30 ปี คำสอนของท่านซึ่งเริ่มต้นเผยแพร่ในหมู่ญาติสนิท ได้แผ่ขยายกว้างขวางไปทั่วคาบสมุทร อารเบีย ขณะที่อาณาจักรมุสลิมใหม่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในซีเรีย บรรดาพ่อค้าอาหรับและเปอร์เซีย เดินทางค้าขายทางบกมาตามเส้นทางไหม ผ่านเขาเทียนซาน ซินเจียง อุยกูร์ จนถึงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเหลือง สู่ฉางอาน (ฉางอัน Chang An) หรือ ซีอาน ในปัจจุบัน พ่อค้าเหล่านั้นได้นำศาสนาอิสลามเข้าสู่แผ่นดินจีนมาด้วย ส่วนอีกสายหนึ่งมาทางเรือ ในสมัยราชวงศ์สุยผ่านคาบสมุทรอินเดีย ขึ้นฝั่งแถบเมืองท่ากวางตุ้งและฮกเกี้ยน จากนั้นศาสนาอิสลามก็แพร่หลายอย่างมั่นคงยาวนาน

ยุคของถังไท่จงฮ่องเต้เปิดกว้างต้อนรับทุกศาสนา โปรดฯให้ชาวหุย สร้างศาสนสถานไว้ใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนากิจ อยู่ที่ด้านหลังกำแพงเมืองฉางอานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราว พ.ศ.1285 เรียกกันว่า "สุเหร่าใหญ่ชิงเจิน หรือชิงเจินสือ" ต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ตลอดมาหลายราชวงศ์ ทั้ง ซ่ง หยวน หมิง และ ชิง (แมนจู) จนถึงยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรม รัฐบาลพรรคคอมมิวนิวสต์ พยายามลดความร้าวฉานทางลัทธิศาสนาต่างๆรวมทั้งแก้ไขนโยบายทางศาสนาของชนกลุ่มน้อย ส่งผลให้สุเหร่าผุดพรายกระจายทั่วแผ่นดินจีนกว่า 21,000 แห่ง และยังจัดสรรกองทุนพิเศษทะนุบำรุงสุเหร่าใหญ่ทุกปี ทำให้อาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่อยู่ภายในสุเหร่ายังคงความสมบูรณ์มั่นคงแข็งแรงถูกใช้สอยเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเสมอมา และยังได้รับยกย่องให้เป็นโบราณสถานทางศาสนาอิสลามใหญ่ที่สุด 1 ใน 4 แห่งของเอเชียที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทางสถาปัตยกรรมจีนผสมผสานความเชื่อตามหลักการของศาสนาอิสลามอันงดงามหาชมได้ยาก ภายในสุเหร่าใหญ่ ได้จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ศิลปวัตถุล้ำค่าหายากตามหมู่อาคารต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมกับอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชม มีพี่น้องมุสลิมทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ หรือกว่า 600,000 คน รวมทั้งผู้นำรัฐบาลและผู้นำประเทศอีกจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมเยือน
 

หอระฆัง และ หอกลอง  

belltower
 
หอระฆังตั้งอยู่ใจกลางเมืองซีอาน บนถนนซีต้าเจีย ตรงข้ามกับหอกลอง เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง
เดิมแขวนระฆัง 1 ใบ เพื่อตีระฆังบอกเวลากลางวัง สูง 38 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูง 8.6 เมตร กว้างและยาว 35.5 เมตร ก่อด้วยอิฐดำ มีประตูทั้ง 4 ทิศ สูงและกว้าง 6 เมตร หลังคาสี่เหลี่ยมสองชั้นปลายแหลม

หอกลองตั้งอยู่ใจกลางเมืองซีอาน บนถนนซีต้าเจีย ตรงข้ามกับหอระฆัง เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิง และสมัยชิงได้บูรณะใหม่สองครั้งรักษาทรงเดิม สูง 33 เมตร หน้ากว้าง 9 ลึก 3 โครงไม้หลังคา 3 ชั้น ฐานอิฐ สูง 7.7 เมตร กว้าง 52.6 เมตร ยาว 38 เมตร ประตูด้านเหนือและใต้ สูงและกว้าง 6 เมตร ทางเดินผ่านประตูเป็นหินแกรนิต แข็งแรง ทนทาน สมัยโบราณเสียงกลองเป็นเสียงบอกเวลากลางคืน
 

วัดฝ่าเหมิน  

famen_1
 
วัดฝ่าเหมินซื่อ อยู่ด้านตะวันตกของซีอานประมาณ 120 กิโลเมตร ในวัดมีเจดีย์หนึ่งองค์บรรจุพระสารีริกธาตุข้อนิ้วมือ 4 ชิ้น เจดีย์ได้รับการบูรณะมาตลอด สูง 45 เมตร ปี ค.ศ. 1980 ได้ทำการบูรณะเจดีย์ใหม่ ขุดพบพระสารีริกธาตุข้อนิ้วมือพระพุทธเจ้าบรรจุในหีบทองคำ 7 ชั้นเก็บอยู่ในห้องใต้เจดีย์เป็นอย่างดี และเคยมาจัดแสดง ณ พุทธมณฑลของหอไตรในปี ค.ศ.1995

ตามประวัติบันทึกว่าเจ้าเมืองอโยธยาได้เก็บสารีริกธาตุข้อนิ้วมือไว้ที่ห้องใต้ดินแยกเป็น 3 ห้อง ชิ้นที่ 4 เก็บในหีบลับห้องกลาง ปัจจุบันสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัฒนธรรมแห่งพุทธศาสนามหายานของจีน
 

สุสานเฉียนหลิง 

qianling_1
qianling_2
qianling_3
 
ราชวงศ์ถังปกครองประเทศจีนโดยจักรพรรดิทั้งหมด 21 องค์ เวลายาวนานถึง 290 ปี ตั้งราชธานีที่ซีอาน สุสานจักรพรรดิ 18 แห่ง ของจักรพรรดิ 19 องค์ ในราชวงศ์นี้ล้วนตั้งอยู่เมืองซีอาน มีเพียงสุสานขององค์ที่ 20 กับ 21 เท่านั้นที่ตั้งอยู่ในมณฑลเหอหนาน และ มณฑลซานตงตามลำดับ เฉียนหลิงเป็นทั้งสุสานจักรพรรดิคู่ และ สุสานสามีภรรยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
สุสานหนึ่งเดียวของประเทศจีนที่ได้ฝังกษัตริย์สองพระองค์ในที่เดียวกัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ทางด้านตะวันตก
ห่างจากเมืองซีอานไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 85 กิโลเมตร เป็นที่ฝังร่างของจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์ถัง ชื่อถังเกาจง ฮ่องเต้ และ พระนางบูเซ็กเทียน ฮ่องเต้หญิงองศ์เดียวของประวัติศาสตร์ชาติจีน สุสานเฉียนหลิงเป็นภูเขาลูกใหญ่ ล้อมรอบเขาเหลีนงซานที่มีสุสานอยู่ใต้ภูเขาและสิ่งก่อสร้างบนดินในสมัยนั้น เป็นสุสานโบราณ ผ่านลมฝนมายาวนานกว่า 1,300 ปี ซึ่งเป็นสุสานเดียวที่ยังไม่ถูกโจรกรรมทรัพย์สมบัติที่ฝังไว้ ใต้สุสานมีห้องโถงซึ่งเป็นการดัดแปลงจากห้องบรรทม โดยมีจุดประสงค์เพื่อถวายแก่ดวงวัญญาณของผู้จากไป เพื่อให้ชนรุ่นหลังกราบไหว้บูชา ตราบจนสมัยของถังไท่จง ห้องโถงนี้เรียกกันว่า “ฉินกง” หรือวังบรรทม

ตอนหลังเนื่องจากเกิดอัคคีภัย จังย้ายลงไปเชิงเขา และชนรุ่นหลังเรียกกันว่า “เซี่ยกง” หรือวังใต้ ปัจจุบันตั้งอยู่
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเสียนหลิง และรายละเอียดของวังใต้ดังกล่าวได้รับการเปิดเผย
ส่วนรายละเอียดภายในสุสานนั้น คณะสำรวจโบราณคดีพบว่า ประตูทางทิศตะวันออก ตะวันตก และ
ทางทิศเหนือ มีการใช้วัสดุที่ลักษณะเหมือนกัน ทางเดินสู่ทางเข้าสุสานที่ขนาบด้วยรูปแกะสลักหินทั้ง
สองข้าง

บริเวณสุสานค่อนข้างกว้าง ส่วนของสุสานมีการก่อกำแพงสองชั้น คือชั้นใน และ ชั้นนอก กำแพงชั้นนอกก่อเป็นบริเวณรูปสี่เหลี่ยม มีความยาวแต่ละด้าน 380 เมตรโดยประมาณ และ
ระหว่างกำแพงชั้นใน และ ชั้นนอกยังพบซากปรักหักพงของสิ่งก่อสร้าง ในส่วนของประตูทางทิศเหนือ
พบรูปแกะสลักเสือ สิงห์โต เป็นต้น สำหรับรูปแกะสลักเสือนั้นเป็น ถือเป็นหลักฐานรูปวัตถุในสมัยราชวงศ์ถัง
ในส่วนของห้องโถงใต้ดิน หรือ วังใต้ ยังไม่ได้สำรวจ หรือ
เปิดเผย เนื่องจากมีการคาดกันว่า ภายในห้องโถงดังกล่าวอาจมีอัญมณีฝังรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่เป็นปริศนาและฉงนสำหรับนักโบราณคดี คือเมื่อได้เห็นภาพถ่ายทางอากาศ จะเห็นแนววงแหวนรอบ ๆ สุสานหลายๆวง โดยวงที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 110 เมตร ในอาณาบริเวณที่ตั้งสุสานบนพื้นที่ 30 ตารางกิโลเมตร รอบๆสุสานจะเห็นสีสันวง ๆ สลับกันไป เป็นสิ่งที่ท้าทายนักโบราณคดีจะต้องศึกษาเพื่อตีความต่อไป
 

ภูเขาหัวซาน   

huashan_1
huashan_2
 
หัวซาน ตั้งอยู่อำเภอหวาอิน ห่างจากหัวชิงฉือประมาณ 70 กิโลเมตร เป็นภูเขา 1 ใน 5 ของศาสนาเต๋า เรียกกันว่าภูตะวันตก (ประเทศจีนมี 5 ภู ออก ตก เหนือ กลาง ใต้) มียอดเฉาหยาง เหลียนฮัว ลั่วเอี้ยน อู่หยิน อี้หนี่ 5 ยอด และลั่วเอี้ยนเป็นยอดที่สูงที่สุด ซึ่งสูงกว่า ระดับน้ำทะเลประมาณ 2,200 เมตร ทั้ง 5 ยอดรวมกันเหมือนดอกบัว ทางธรณีวิทยาสำราจว่าเกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกเมื่อ 200 ล้านปีก่อน ทำให้ผิวโลกที่เป็นหินแกรนิต หักพังทรุดตัวเป็นผทสูงตั้งชันดิ่งขวานผ่า ลักษณะเป็นอกไก่
เชาหัวซานตั้งแต่โบราณ มีทางชึ้นยอดเขาเพียงทางเดียว ซึ่งดูน่ากลัว หวาดเสียวและตื่นเต้น

เขาหัวซานตั้งแต่โบราณ “มีทางขึ้นยอดเขาเพียงทางเดียว” ซึ่งดูน่ากลัว หวาดเสียวและตื่นเต้น ช่วงที่ 1 มีศิลาสกัดว่า “หุยซินสือ” หินเปลี่ยนใจนั้นก็คือให้ผู้ที่มาเห็นหนังสือนี้แล้ว สามารถเปลี่ยนใจก็ไม่สายเกินไปที่ไม่ขอเดินต่อไป ซึ่งทางข้างหน้าสูงประมาณ 30 เมตรสามารถเดินได้เพียงคนเดียว หากผ่านไปแล้ว มีหนังสือสกัดอีก 3 ตัวว่า “จิงซินสือ” หินตื่นเต้น ซึ่งเดินบนสันเขาสองข้างเป็นเหวลึก ไม่มีราวเกาะ เดินไปอีกกระยะหนึ่ง ก็มีหนังสืออีก  3 ตัวสกัดบนหน้าผา “ฉาเออเหยียน” ผาปาดหู ซึ่งหมายความว่าเป็นหน้าผาแคบจนคนต้องเดินแนบหน้าผา ชิดฝาจนหินปาดใบหูเป็นรอย นอกจากนั้นยังมีสะพานลอยฟ้าเป็นทางเชื่อมจากหน้าผาสู่ยอดเขา

สำหรับภูเขาโดดเช่นนี้คนโบราณมีเรื่องเล่ากันมากมาย บ้างว่าเป็นหินลอยมาจากโลกภายนอก บ้างก็ว่าเฉินเซียผ่าเขาเพื่อช่วยแม่ บ้างก็เล่าว่าเจ่าแห่งแม่น้ำผ่าภูเขาเพื่อหาทางออกไปสู่ทะเลความเชื่อต่างๆนานา สร้างบรรยากาศและสีสัน ความศักดิ์สิทธิ์ให้กับภูตะวันตก-หัวซานเป็นพิเศษ

 

สุสานหวางตี้

xianhuangtiling
 
หวางตี่หลิง สุสานหวงตี้ (ถือเป็นฮ่องเต้องค์แรกของจีนสมัย 5,000 ปี่ก่อน)
ตั้งอยู่ที่อำเภอหวางหลิง มณฑลส่านซีออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรบนภูเขาเฉียวซาน ห่างจากซีอาน 190 กิโลเมตร บนเขาบริเวณสุสานหวางตี้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวจีน โดยทั่วไปในสมัย 5,000 ปีก่อน สุสานสูง 3.5 เมตร รอบสุสานยาว 48 เมตร ด้านหน้าเป็นป้ายวิญญาณที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิงปี ค.ศ.1776  ตั้งแต่โบราณนานนม ชาวจีนทุกราชวงศ์ ทุกสมัยมีการจัดพิธีไหว้หว่างตี้ ผู้ก่อตั้งต้นตระกูลชนชาติจีน ปัจจุบันทุกๆปี ยังมีคนชาวจีนหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศและทั่วทุกมุมโลกจัดพิธีเคารพไหว้เพื่อระลึก และสืบหาต้นตอของตน ถือเป็นงานระดับโลกแห่งหนึ่งของจีน หน้าศาลเจ้ามีต้นสนเก่าแก่ต้นหนึ่งเชื่อกันว่า พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ ก่อน ค.ศ.140 ปีหลังปราบชาวซงหนูได้ชัยชนะและมากราบไหว้สุสานหวางตี้และถอดเกราแขวนที่ต้นสน ปัจจุบันดูคล้ายมีรอยตะปูและรอยของเกราะ บริเวณมีศิลาจารึก 75 แผ่น บันทึกถึงงานไหว้หวางตี้แต่ละราชวงศ์และฮ่องเต้ที่มาแต่ละสมัย
 
 
 
 
 
company_profile thai chinese english