home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

เขตปกครองตนเองทิเบต Tibet

ทิเบต 西藏 Xīzàng ชื่อย่อ 藏 จ้าง เมืองเอกลาซา ทิเบตเป็นเขตการปกครองตนเอง เป็นดินแดนที่ได้รับฉายาว่าหลังคาโลก เพราะตั้งอยู่บนที่ราบสูงสุดของโลก ความสูงเฉลี่ย 4,000 เมตร สามด้านของที่ราบสูงนี้ถูกล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัย ชาวทิเบตเป็นกลุ่มชนเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้ามานานนับศตวรรษ เมื่อเผ่าแมนจูเริ่มขยายอำนาจ จักรพรรดิคังซีได้บุกยึดทิเบตและผนวกเข้าเป็นของจีน สมัยล่าอาณานิคม จีนได้ศูนย์เสียการปกครองทิเบตไป จนถึงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์สยบความวุ่นวายในประเทศได้และจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สำเร็จ ทิเบตจึงได้อยู่ภายใต้การปกครองของจีนอีกครั้ง

เขตปกครองตนเองทิเบตหรือทิเบต (ทูโบในภาษาโบราณ) ตั้งอยู่ระหว่างประเทศจีนกับอินเดีย มีแม่น้ำสายหลักคือ แม่น้ำหยาหลู่จั้งปู้เจียง ซึ่งไหลผ่านหุบเขาใหญ่หยาหลู่จ้างปู้เจียง ที่มีความลึกเป็นที่สุดของโลก คือ 5,382 เมตร   ทิเบตตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก นอกจากนี้ทิเบตยังได้รับฉายาว่า "แดนแห่งพระธรรม" เนื่องจากประชาชนชายในทิเบตกว่าครึ่งบวชเป็นพระและทิเบตเคยมีคัมภีร์มากมาย มีการนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด

อาณาเขต
ทิศเหนือติดต่อกับเขตปกครองตนเองชินเจียงอุยกูร์และมณฑลชิงไห่ (ประเทศจีน)   ทิศใต้ติดต่อกับประเทศเนปาล ประเทศภูฏาน มณฑลยูนนาน(ประเทศจีน) รัฐกะฉิ่น(ประเทศพม่า) รัฐอัสสัม รัฐนาคาแลนด์(ประเทศอินเดีย)  ทิศตะวันออกติดต่อกับมณฑลเสฉวน (ประเทศจีน)   ทิศตะวันตกติดต่อกับรัฐชัมมูและแคชเมียร์(ประเทศอินเดีย)และประเทศปากีสถาน

ภูมิอากาศ
ทิเบตมีภูมิอากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง ฤดูหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ย -20-10°C ฤดูร้อนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 10°C ส่วนเทือกเขาทางตอนใต้และตะวันออกของทิเบตมีอากาศอบอุ่นชื้น

ศาสนา
ทิเบตมีความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา ลักษณะเด่นของพุทธศาสนาในทิเบตได้แก่ ลามะ ตรรกวิภาษ และการปฏิบัติแบบตันตระ ซึ่งคำว่าลามะนั้นหมายถึงอาจารย์  เนื่งจากความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ มีผลต่อความสำเร็จของศิษย์ในการปฏิบัติตามสายตันตระ จะถือว่าลามะเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์
 

พระราชวังโปตาลา / Potala Place

potala01
 
 
พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง บนความสูงประมาณ 300 เมตร  สร้างขึ้นมาในคริสตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์ ซงจ้าน กัมโป  พระราชวังโปตาลาแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานมากว่า 1,300 ปี ซึ่งนับว่าเป็นศิลปสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของทิเบต  พระราชวังโปตาลา เป็นอาคารสูง 13 ชั้น ยาว 400 เมตร กว้าง 350 เมตร มีห้องต่าง ๆ เกือบ 1,000 ห้อง แรกเริ่มต้องการเพียงจะสร้างเป็นตำหนักให้แก่มเหสีชาวจีนและชาวเนปาลของพระองค์เอง ต่อมาทรงใช้ป้อมแห่งนี้เป็นสถานที่ในการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า   จนกระทั่งสมัยเปลี่ยนการปกครอง เป็นพระลามะ เป็นผู้ปกครองประเทศ ปัจจุบันนี้ส่วนก่อสร้างเดิม 2 หลังนี้ยังคงเหลือให้เห็นอยู่ท่ามกลางสิ่งก่อสร้างใหม่ ที่ต่อเติม ในยุคหลัง  อาคารที่ต่อเติมในช่วงหลังนี้ ส่วนหลัก ๆ สร้างในสมัยของดาไล ลามะ ที่ 5 ประมาณ  ปี ค.ศ. 1645 - 1693  (องค์ดาไลลามะ องค์ปัจจุบันคือ องค์ที่ 14)เพื่อให้เป็นพระราชวังฤดูหนาว พระราชวังโปตาลา แบ่งเป็น 3 ส่วน  คือ ส่วนของพระราชวังสีขาว, สีแดง และส่วนเชื่อมที่เป็นสีเหลือง  พระราชวังสีขาวเป็นส่วนของสังฆาวาส  พระราชวังสีแดงเป็นส่วนพุทธาวาสสำหรับใช้ทำกิจของสงฆ์  และบรรจุพระศพของ องค์ดาไลลามะ (ดาไล ลามะองค์ที่ 5,7,8,9,10,11, 12 และ 13)  และห้องสมุดที่ใช้สำหรับเก็บ พระไตรปิฎก
 

ตำหนักนอร์บุหลิงฆา / Norbulingka

norbulingka_1
 
 
norbulingka_2
 
ตำหนักนอร์บุหลิงฆา  อันเป็นพระราชวังฤดูร้อนคู่กันกับพระราชวังฤดูหนาวโปตาลา  ความหมายเดิมของชื่อ นอร์บุ หลิงฆา แปลว่า “สวนอัญมณี” สร้างขึ้นในช่วงหลังศตวรรษที่ 18 (ค.ศ. 1750) โดยดาไลลามะที่ 7 จุดประสงค์ในการสร้างก็เพื่อเป็นที่พักผ่อนในยามชรา  และในสมัยต่อๆ มา ดะไลลามะองค์อื่นๆ ได้สร้างขยายต่อเติมส่วนของตนเองขึ้นมาเรื่อย ๆ พระราชวังแห่งนี้มี 370 ห้อง ตำหนักที่สำคัญมี 3 ส่วน รวมทั้งตำหนักของดาไลลามะ องค์ที่ 14 ที่ใช้ เงินส่วนตัวสร้างขึ้นและอาศัยอยู่ 2 ปี ก่อนลี้ภัยไปอินเดีย ปัจจุบันตำหลักนอร์บุหลิงฆาได้เปิดเป็นสวนสาธารณะเพื่อเป็นที่พักผ่อนของประชาชน
 

อารามเซรา / Sera Monastery

sera_monastery_1
 
 
sera_monastery_2
 
อารามเซรา  สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1419 โดยพระนิกายหมวกเหลือง ลูกศิษย์ของพระสังกัปปะ และได้ถูกทำลายใน ค.ศ. 1906 โดยประเทศจีน และได้ทำบูรณะใหม่ขึ้นใหม่อีกครั้งในภายหลัง  อารามเซราตั้งอยู่ห่างจากเมืองลาซาไปทางทิศเหนือ 2 ไมล์  อารามเซราจัดเป็นวัดที่ใหญ่อันดับ 2 รองจากวัดเดรปุง มีพระอยู่ประจำมากกว่า 6000 รูป และมีวิทยาลัยใหญ่ 3 แห่งตั้งอยู่ในวัด เพื่อเป็นที่สำหรับสอบระดับเกเช่   นอกจากนี้อารามเซรา ยังเป็นที่เก็บสมบัติทางพุทธศาสนา เช่นพระคัมภีร์ที่เขียนด้วยหมึกสีทอง พระพุทธรูปที่ทำจากอัญมณีและหล่อจากทองเหลือง ทั้งที่เป็นศิลปะแบบทิเบตและศิลปะแบบอินเดีย   และยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะมีพระสงฆ์ปุจฉา วิสัชนาหลักธรรม ซึ่งจะมีให้เห็นกันเป็นปกติ และเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน
 

อารามเดรปุง / Drepung Monastery

derpung_1
 
 
derpung_2
 
อารามเดรปุง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองลาซา   เริ่มมีการก่อสร้างใน ค.ศ. 1416 โดยลูกศิษย์ของซองฆาปา ในอดีตอารามเดรปุงถือว่าเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น เพราะมีพระประจำอยู่มากกว่า 10,000 รูป   โดยบริเวณวัดกว้างขวางมาก ซึ่งในอดีตภายในวัดมีวิทยาลัยใหญ่ๆ ของทิเบตตั้งอยู่ถึง 4 แห่ง แต่ได้ถูกประเทศจีนทำลายหมดทุกแห่ง หลังจากนั้น วิทยาลัย 2 แห่งได้มีการบูรณะขึ้นใหม่ในประเทศอินเดีย คือ Gomang และ Loseling โดยผู้ลี้ภัยชาวทิเบต   ลักษณะของสถาปัตยกรรมวัดเดรปุงนั้น จะสร้างด้วยศิลปะแกะสลักอย่างวิจิตรพิศดารงดงาม แสดงถึงความศรัทธาที่มีต่อองค์ทะไลลามะ และมีรูปเทพเจ้าประจำเพื่อบูชามากมายนับไม่ถ้วนอยู่ภายในวัด
 

วัดโจคัง หรือ ต้าเจ้าซื่อ / Jokhang Temple

jokhang
 
วัดโจคัง หรือชาวจีนเรียกว่า ต้าเจ้าซื่อ เป็นวัดที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบต และเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเขตปกครองตนเองทิเบต  ซึ่งมีการก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ ประมาณ ปี ค.ศ. 639-647 ในสมัยของกษัตริย์ซองเซิน กัมโป   วัดโจคังนี้มีจุดเด่นในการนำเอาศิลปะของ 4 ชาติมาผสมกันคือ ทิเบต จีน เนปาลและแคชเมียร์ โดยมีตำนานเล่าว่า ก่อนที่กษัตริย์ซองเซิน กัมโปจะสร้างวัดต้าเจาซื่อ ได้อธิษฐานว่าพระองค์จะโยนแหวนขึ้นไปบนอากาศ หากแหวนนั้นตกลงที่ใดก็จะสร้างวัดลงตรงนั้น ปรากฏว่าแหวนลอยลงไปตกในสระน้ำกระทบกับหินที่โผล่ขึ้นมา ทันใดนั้นเอง นิมิตของสถูปก็ปรากฏให้แก่คนทั่วไปได้เห็น จึงนับว่าเป็นนิมิตที่ดี กษัตริย์ ซองเซิน กัมโป ก็เลยสร้างให้สร้างวัดลงตรงนั้นเอง ภายในวัดมีสิ่งสำคัญอยู่หลายสิ่งเป็นสิ่งที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ เช่น รูปปั้นอนุสาวรีย์เป็นยา 2 เม็ด ที่สร้างเมื่อ 200 ปีก่อนบอกวิธีการรักษาโรคฝีดาษที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต  แต่ปรากฏว่ารูปปั้นนี้ถูกผู้คนแอบแทะไปกินเพื่อรักษาโรค นอกจากนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่พระนาง เหวิน เฉิง นำมาจากประเทศจีนเมื่อ 1300 ปีก่อน  ซึ่งได้รับการกราบไหว้และยอมรับกันอย่างมากว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
 

ตลาดแปดเหลี่ยม / Barkhor

bakhor_1
 
 
bakhor_2
 
ตลาดแปดเหลี่ยม หรือ ถนนแปดเหลี่ยม  ตั้งอยู่หน้าวิหารโจคัง เป็นตลาดทิเบตที่ใหญ่ที่สุดของเมืองลาซา  โดยมีความยาว 800 เมตร ชาวทิเบตมีความเชื่อว่า ถนนแปดเหลี่ยมนี้เป็นเส้นทางจงกรม จากชาตินี้สู่ชาติหน้าได้ รวมถึงนักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของชาวทิเบต และเลือกซื้อของที่ระลึกมากมาย งานฝีมือต่าง ๆ ที่ชาวทิเบตนำมาวางขายรายรอบถนนสายนี้ ถนนสายนี้ยังมีร้านค้าต่าง ๆ ที่เป็นของชาวเนปาลและชาวอินเดียจะขายสินค้านำเข้า เช่น  พรมถัก หมวก ร้องเท้า ผ้าประดับประตู เครื่องเงิน อัญมณี ฯลฯ
 

ทะเลสาบยามดรกโซ / Yamdroktso Lake

yamdrok_1
 
 
yamdrok_2
 
ทะเลสาบยามดรกโซ หรือ ทะเลสาบหยางจงยงหู ซึ่งเป็น1ใน4ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร ทุกๆปีจะมีคนนับแสนเดินทางมาประกอบพิธีล้างบาป ทะเลสาบมีสีเทอร์คอยส์ใสเรียบดังกระจก เมื่อท่านได้มาเยือนทะเลสาบแห่งนี้จะรู้สึกเหมือนฟากฟ้าอยู่แค่เอื้อมมือถึง เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ภูเขา ที่ราบ ทุ่งหญ้า ฝูงแกะ ฟาร์มวัว พันธุ์ไม้ป่าหลากสีสัน 
 

ทะเลสาบนัมโซ / Namtso Lake

namtso_1
 
 
namtso_2
 
ทะเลสาบนัมโซ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีระดับน้ำทะเลสูงสุดของโลก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสาละวิน ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์สีฟ้าอมเขียวเหมือนสีเทอร์คอยซ์แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เชิงเขาทังกูลาใจกลางทุ่งหญ้าเชียงถัง เหนือกรุงลาซา 195 กิโลเมตร มักจะมีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดวิ่งอยู่บริเวณทะเลสาบ เช่น จามรี ลา ละมั่ง แพะเหลือง เสือดาวหิมะ ไก่หิมะเป็นต้น ดูเหมือนเป็นสวนสัตว์ธรรมชาติ สีของน้ำเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมน้ำใสเขียว ภาพที่เห็นจะเสมือนเห็นนกบินอยู่ในน้ำ ปลาว่ายน้ำอยู่บนเมฆ เดือนกันยายนและตุลาคม หญ้าในริมน้ำสีแดงไปหมด ตัดกับสีน้ำเงินของน้ำ และสีขาวของหิมะบนยอดเขาริมทะเลสาบซึ่งยอดเขามีความสูงถึง 7,000 เมตร
 
 
 
 
 
company_profile thai chinese english