home_pic
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มณฑลยูนนาน Yunnan

หยุนหนาน (ยูนนาน) 云南 Yúnnán ชื่อย่อ 滇 diān หรือ 云 yún มีพื้นที่ 394,100 ตารางกิโลเมตร เมืองเอกคุนหมิง ยูนนานตั้งอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
เป็นมณฑลที่มีกลุ่มชนเผ่าต่างๆมากที่สุดของประเทศจีน ชนเผ่าในจีนทั้งหมดมี 56 ชนเผ่า 30 ชนเผ่า ชื่อย่อของยูนนานคือ"เตียน" ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงที่ถูกแม่น้ำหลายสายแบ่งแยก ด้านตะวันตกสูง ตะวันออกต่ำ แม่น้ำส่วนมากไหลจากทางเหนือมาใต้ ด้านตะวันตกมียอดเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร ที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี พืชพันธุ์และสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ถือได้ว่าเป็นอาณาจักรแห่งพืช และ เป็นดินแดนแห่งใบไม้ผลิ

มณฑลยูนนานมีแม่น้ำไหลผ่านกว่า 600 สาย แม่น้ำสายสำคัญ 6 สาย ได้แก่ 1.แม่น้ำอิระวดี (ภาษาจีนเรียกว่า อีลั่วหว่าตี้เจียง (Yiluowadi Jiang)) 2.แม่น้ำจินซาเจียง (Jinsha Jiang) (เป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำแยงซีเกียงตอนบน) 3.แม่น้ำนู่เจียง (Nu Jiang) (ไหลลงสู่ประเทศพม่า) 4.แม่น้ำจูเจียง (Zhu Jiang) (ต้นน้ำของแม่น้ำจูเจียงในนครกวางโจว) 5.แม่น้ำหลานชางเจียง (Lanchang Jiang) (หรือแม่น้ำโขงไหลลงสู่ประเทศพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม) 6.แม่น้ำหงเหอ (Honghe) (ไหลลงสู่ประเทศเวียดนาม) โดยแม่น้ำ 2 สายหลังถือเป็นแม่น้ำนานาชาติ

มณฑลยูนนานมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ และยังคงมีร่องรอยความเจริญทางวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคแรกหลงเหลืออยู่ได้มีการขุดพบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณบริเวณทะเลสาบเตียนฉือ (ชานเมืองนครคุนหมิง) และทะเลสาบเอ๋อไห่ (เขตต้าหลี่) ซึ่งมีอายุนับย้อนหลังไปได้ตั้งแต่ 15 ล้านปี จนถึง 1 ล้านปี เช่น โครงกระดูกมนุษย์ Kaiyuan Dryopithecus โครงกระดูกมนุษย์ Lufeng Ramapithecus และ Yuanmou Man และมีการขุดพบหลุมฝังศพ ทางตอนใต้ของทะเลสาบเตียนฉือ ซึ่งคาดว่าจะมีอายุอยู่ในราวยุคสัมฤทธิ์ (Bronze Age)
 
shangrila_1shangrila_2shangrila_3shangrila_4
 
มณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นมณฑลจีนที่อยู่ใกล้ไทยมากที่สุด ยูนนานเป็นมณฑลที่มีความหลากหลายมากในหลายๆ ด้าน อาจจะกล่าวได้ว่า ยูนนานเป็นดินแดน ที่มี ความหลากหลายมากที่สุดในทวีปเอเชียทั้งทวีป เป็นมณฑลเขตชั้นในที่ไม่มีทางออกทะเล มณฑลยูนนานนับเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์นานาชนิด จนได้รับสมญานามว่า "อาณาจักรแห่งพันธุ์ไม้" และ "อาณาจักรแห่งสัตว์" และยังมีแหล่งพลังงานทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำและพลังความร้อนจากถ่านหิน รวมทั้งมีแหล่งทรัพยากรท่องเที่ยวมากมาย ความหลากหลายและน่าสนใจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นของยูนนาน ทำให้ยูนนานเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางด้านธรรมชาติที่สำคัญมากของจีน ทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญของยูนนาน ได้แก่ ตะกั่ว สังกะสี ดีบุก เหล็กและเหล็กกล้า ฟอสฟอรัส ถ่านหิน ทองแดง ฯลฯ ผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ ข้าว ใบยาสูบ ยางพารา อ้อย ใบชา สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ป่าไม้ ฯลฯ ผลิตผลทางอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ โลหะไม่เป็นสนิม (non-ferrous metal) อุตสาหกรรมฟอสฟอรัส พลังงานไฟฟ้า อุตสาหกรรมหล่อโลหะ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุตสาหกรรมผลิตบุหรี่ น้ำตาล ใบชา ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมไฟฟ้า

คุนหมิง
เป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงในมณฑลยูนนาน มีภูเขาล้อมรอบตัวเมือง 3 ด้าน อาณาเขตทิศใต้ติดกับทะเลสาบ สูง 1,850 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีชนชาติต่างๆ ดำรงชีวิตอยู่ทั้งหมด 26 ชนชาติ เป็นมณฑลที่มีชนชาติมากที่สุดในประเทศจีน ในระยะอันยาวนานแห่งการพัฒนาประวัติศาสตร์ ชนชาติต่างๆ ได้สร้างศิลปวัฒนธรรมที่มีลักษณะพิเศษ และมีสีสรรค์หลากหลายของตนขึ้น 26 ชนชาติ 26 ภาษา ขนบประเพณี 26 ชนิด ความสำเร็จในการจัดการ จัดงานเอกชโปคุนหมิง 99 ประเทศจีน ได้ทำให้ยูนนานมีภาพพจน์ที่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยว

เมืองคุนหมิง มีประชากรส่วนใหญ่ในคุนหมิงเป็นชาวจีนฮั้น และใช้ภาษาท้องถิ่นซึ่งมีสำเนียงที่จัดอยู่ในกลุ่มแมนดารินใต้ แต่ภาษามาตรฐานกลางหรือภาษา Mandarin ก็เป็นภาษาที่ใช้สื่อสาร และเข้าใจกันได้ทั่วไป ตัวเมืองคุนหมิง ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเตียนฉือด้านทิศเหนือ เนื่องจากมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี จึงถูกขนานนามว่า "นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ" ภูมิประเทศ พื้นที่ทางตอนเหนือสูง ส่วนทางตอนใต้ต่ำ ความสูงต่ำต่างกันมาก ด้านใต้สูงราว 1,500-2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนด้านเหนือสูงประมาณ 3,000-4,000 เมตร ยอดเขาข่าเก๋อป๋อแห่งทิวเขาหิมะเหมยหลี่ สูงถึง 6,740 เมตร สูงที่สุดในยูนนาน
 

ประตูมังกร เขาซีซาน / The Dragon Gate

xishan_longmen
 
 
ประตูมังกร เขาซีซาน ตั้งห่างจากตัวเมือง 29 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของวัดในลัทธิเต๋า สร้างในช่วง ค.ศ.1718-1843 ผ่านอุโมงค์หินที่สกัดไว้ตามไหล่เขา พร้อมชมศาลเจ้าและวัดจีนลัทธิเต๋า ซึ่งสร้างขึ้น ด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับ 1,000 ปี ชมความงดงามของ ทะเลสาบคุนหมิง เตือนฉือ จากมุมมองจากที่สูง มาลอดประตูมังกร หลงเหมิน ซึ่งสร้าง ขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง เชื่อกันว่าเป็น ประตูแห่งความสิริมงคล ซึ่งถ้าผู้ใดได้เดินลอดผ่านประตูแห่งนี้ จะประสบแต่ความสำเร็จโชคดี ประตูแห่งนี้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมหน้าผา

คนจีนกล่าวไว้ว่ามาถึงคุนหมิงจะต้องไปลอดประตูมังกร เมื่อลอดแล้วฐานะจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งร้อยเท่า และคนจีนตั้งแต่โบราณจะเรียนแบบปลาเพราะมีตำนานเรื่องเล่ากันมาว่า ในสมัย ก่อนแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดคือแม่น้ำเหลืองจะมีปลาหลีหือซึ่งเป็นปลาประจำชาติของจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ครั้งหนึ่งเกิดน้ำท่วมทำให้ปลาไหลไปอยู่ตามแม่น้ำสายอื่น เมื่อปลาไปอยู่แม่น้ำ อื่นปลาไม่ชินกับคุณภาพน้ำจึงมีความพยายามว่ายทวนน้ำเพื่อกลับไปอยู่ในแม่น้ำเหลือง ของปลา ท่านเลยสั่งให้ไปสร้างประตูตรงแม่น้ำเหลือง ถ้าปลาตัวไหนกระโดดข้ามประตูได้ ท่านก็ จะให้เป็นมังกร ถ้าปลาตัวไหนกระโดดข้ามไม่ได้ ก็ต้องไปอยู่ในแม่น้ำเหลือง ปลาก็เลยมีความพยายามไปกระโดดข้ามประตูเพื่อเป็นมังกร เลื่อนจากปลาเป็นมังกรถือว่าฐานะของปลาเพิ่มขึ้น เป็นร้อยเท่า คนจีนจึงเลียนแบบปลา เมื่อมีความพยายามในการศึกษาก็จะได้เป็นจอหงวน เมื่อเป็นจอหงวนฐานะก็จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ดังนั้นประตูมังกรเหมือนเป็นการสอนคนจีนมา โดยตลอด คือเมื่อเรามีความพยายามก็จะประสบความสำเร็จ
 

วัดหยวนทง / Yuantong Temple

yuantong_1
yuantong_2
 
เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ที่ถนนหยวนทงเจียง เป็นอารามทางพระพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในคุนหมิง วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองคุนหมิง ภายในวัดตกแต่งร่มรื่นสวยงาม กลางลานมีสระน้ำขนาดใหญ่ สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังมีอายุยาวนานประมาณ 1,200 กว่าปี แต่การสร้างวัดแห่งนี้ดูแล้วจะแปลกตากว่าวัดอื่นๆในจีน เพราะปกติแล้วการสร้างวัดของจีนส่วนมากจะต้องสร้างอยู่บนภูเขา มีแต่วัดหยวนทงที่สร้างแปลกที่สุดในจีนคือสร้างวัดต่ำกว่าภูเขา โดยวิหารจะอยู่ต่ำที่สุด เนื่องจากวัดแห่งนี้ ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดโดยตรง แต่เคยเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิมมาก่อน ดังนั้นคำว่า “หยวนทง” จึงเป็นชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ของเจ้าแม่กวนอิม แต่ปัจจุบันวัดหยวนทงจะเป็นลักษณะของวัดในสมัยราชวงศ์ชิง เนื่องจากวัดนี้ได้ถูกทำลายในสมัยราชวงศ์หมิง และได้รับการบูรณะโดยหูซาน ผู้เป็นคนพลิกประวัติศาสตร์จีน เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศจีนเกิดราชวงศ์ชิง ภายในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาถึง 3 นิกาย ได้แก่นิกายมหาญาณของพม่า นิกายหินญาณของไทย และนิกายลามะของธิเบต

เมื่อเดินเข้าภายในวัดพระองค์แรกที่เราได้เจอคือ “พระสังฆจาย” หรือที่ชาวจีนเรียกว่า พระในอนาคต จะเป็นพระองค์แรกที่ยิ้มและต้อนรับผู้คนที่เข้ามาไหว้พระ เบื้องหลังของพระสังฆจายจะมีพระอยู่องค์หนึ่งที่เรียกว่า อุยโถว เขียนว่า อุ่ยทอ สำหรับพระองค์นี้เป็นพระที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของวัด ดังนั้นเราจะเห็นพระอุ่ยทอหันหน้ามองไปทางวิหารตลอดเวลา นอกจากนี้สองข้างของพระอุ่ยทอจะมีเท้าจตุโลกกบาล ซึ่งคนจีนเวลาจะไหว้พระจะไหว้ให้ครบทั้งสี่ทิศ คือทิศเหนือเกี่ยวกับพ่อแม่ ทิศตะวันออกเกี่ยวกับครู ทิศใต้เกี่ยวกับครอบครัว และ ทิศตะวันตกเกี่ยวกับเพื่อนฝูง มีสะพานข้ามไปสู่ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระตั้งอยู่กลางสระน้ำมรกต ซึ่งเป็นสระน้ำสีเขียว มีสัตว์น้ำทั้งปลา ทั้งเต่าอยู่มากมาย ศาลาแปดเหลี่ยมหลังนี้เป็นศาลาที่อู๋ซานกุ้ยสร้างในสมัยราชวงศ์ชิง ในศาลาประดิษฐาน “เจ้าแม่กวนอิมพันกร” และเจ้าแม่กวนอิมพม่า หรือเรียกว่า “เจ้าแม่กวนอิมหยก”
 

ตำหนักทอง หรือ จินเตี้ยน / Golden Palace

jindian_2
 
 
jindian_1
 
ตำหนักทอง หรือ จินเตี้ยน ตั้งอยู่บนภูเขา หมิงฟ่งซาน ไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองคุนหมิง ตำหนักทองจินเตี้ยนถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ หมิง และได้รับการบูรณะโดยอ๋อง อู๋ซันกุ้ย ผู้ปกครองดินแดนแถบนี้ในสมัยราชวงศ์ชิง ตำหนักหลังนี้ มีความสูง 6.7 เมตร  กว้างและยาว 6. 2 เมตร สร้างขึ้นด้วยทองเหลืองทั้งหลัง น้ำหนักถึง 315 ตัน เป็นสิ่งปลูกสร้างทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีกำแพงและป้อมล้อมรอบตำหนักเสมือนกำแพงที่ล้อมรอบเมือง มีกระบี่เจ็ดดาวน้ำหนัก 12 กิโลกรัม   และดาบกายสิทธ์น้ำหนัก 20 กิโลกรัมถูกเก็บรักษาไว้ในศาลา เชื่อว่าทั้งสองเป็นอาวุธประจำกายของ อ๋อง อู๋ซันกุ้ย
ภายในลานวัดปลูกต้นแมกโนเลีย คาเมลเลีย พริมโรส และ อะเชเลีย มีอาคารจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ และระฆังทองแดงหนัก 14 ตัน หล่อเมื่อปี ค.ศ.1423 ตั้งอยู่ด้านหลัง
 

ป่าหิน / The Stone Forest

stone_forest
 
 
อุทยานป่าหิน ในมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ห่างจากเมืองคุนหมิง 90 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในอำเภอสือหลินภายในพื้นที่ 350 ตารางกิโลเมตรที่มีภูเขาสูงๆต่ำๆทอดตัวยาวเหยียดออกไปแห่งนี้ มียอดหินและเสาหินใหญ่น้อยตั้งเรียงรายกระจัดกระจายอยู่ตามเนินเขา ป่าหินแห่งนี้จัดว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือมีพื้นที่เฉพาะส่วนที่เยี่ยมชมราว 12 ตารางกิโลเมตร ภายในป่าหินมีทางแยกมากกว่า 400 สาย มีจุดท่องเที่ยวกว่า 200 จุด จึงได้สมญานามว่า วังวนใต้ทะเล " หินลักษณะสวยงามแปลกตาเหล่านี้ล้วนเป็นหินปูนที่แต่เดิมอยู่ใต้ผิวน้ำ และเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลกหินเหล่านี้จึงถูกดันให้โผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำกลายเป็นภูมิทัศน์ที่งดงามโดดเด่นป่าหินแห่งนี้ประมาณกันว่า มีอายุราว 270 ล้านปี ป่าหินแห่งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆคือป่าหินน้อย (Minor stone forest) และป่าหินใหญ่ (Major stone forest) และอีกส่วนหนึ่งที่มีความงดงามไม่แพ้กันคือ ส่วนของป่าหินนอก (Outer stone forest) ซึ่งอยู่บริเวณรอบนอกของป่าหินน้อยและป่าหินใหญ่ ป่าหินแห่งนี้มีหินรูปทรงแปลกตาที่สวยงามอยู่มากมาย ป่าหินคุนหมิง นับเป็นพิพิธภัณฑ์ของป่าหินทั่วโลกซึ่งมีคุณค่ามาก
 

ถ้ำจิ่วเซียง / Jiuxiang Cave

jiuxiang_1
 
 
jiuxiang_2
 
จิ่วเซียงเป็นชื่อของอุทยานท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออีกแห่งหนึ่งของมณฑล ยูนนาน ตั้งอยู่ในเขตอำเภอ หยีเหลียง อยู่ห่างจากเมืองคุนหมิง 70 กิโลเมตร อุทยานจิ่วเซียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่สำคัญของจีน ประกอบด้วยถ้ำหินปูน และหุบเขาหินปูนที่มีรูปร่างสวยงามแปลกตาเป็นจำนวนมาก พื้นที่บริเวณนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
นักธรณีวิทยาสันนิฐานว่าถ้ำ และเขาหินปูนในอุทยานเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกเมื่อหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมา จุดชมวิวภายในอุทยานประกอบด้วย ยินชุ่ยเสีย จิงหุนเสีย ถ้ำมังกร ถ้ำค้างคาว ฯลฯ
 

โหลวผิง / Luoping

tv12_luoping1
 
 
tv12_luoping2
 
เมืองโหลวผิง คือ ดินแดนความงดงามของทุ่งดอกมัสตาร์ด สีเหลืองอร่ามไปทั่วขุนเขา กลายเป็นความภาคภูมิใจที่ต้องการอยากให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ถ้าพูดถึงความยิ่งใหญ่ของทุ่งดอกมัสตาร์ดที่เมืองโหลวผิงแล้ว ก็ต้องบอกยิ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตาทีเดียว ทั้งท้องทุ่งไร่นา ขุนเขา จะแลดูเป็นสีเหลืองไปหมด ด้วยเนื้อแท้ของทุ่งดอกมัสตาร์ด หรือ ดอกอิ๊วใช่ฮัว นั้นคือดอกน้ำมันที่นำไปสกัดเป็นน้ำมันพืชที่ใช้บริโภคในเมืองโหล่วผิงและเมืองใกล้เคียง ส่วนยอดอ่อนก็นำไปทำอาหารได้ รสชาติก็ใกล้เคียงกับผักกวางตุ้ง ดอกมัสตาร์ด ปลูกเพื่อนำผลิตเป็นน้ำมันพืช เส้นทางในเมืองโหลวผิง จะปลูกดอกมัสตาร์ดไว้ตลอด สีสันเหลืองอร่ามของทุ่งดอกมัสตาร์ดที่เราสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด ดอกมัสตาร์ด จะผลิดอกงามสะพรั่งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงฤดูกาลเพาะปลูกอิ๊วใช่ฮัว และเป็นช่วงที่กำลังผลิดอกบาน จนกลายเป็นคงวามงดงามที่คนจีนเองยังนิยมชมชอบ
 

ต้าหลี่

เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติไป๋ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานซึ่งเป็นมณฑลชายแดนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงระหว่างเทือกเขาชางซานทางด้านตะวันตก และทะเลสาบเอ๋อไห่ทางด้านตะวันออก เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไป๋และชาวอี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ต้าหลี่เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรของชาวไป๋ในราวศตวรรษที่ 8-9 ต่อมาได้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรต้าหลี่ในปี พ.ศ. 1480 - 1796 และยังเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏชาวจีนมุสลิม (จีนฮ่อ)ระหว่างปี พ.ศ. 2399 - 2406 ต้าหลี่ยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งผลิตหินอ่อนหลากหลายชนิด ซึ่งนำไปใช้ในการก่อสร้างและประดับตกแต่งอาคาร ปัจจุบันนี้ต้าหลี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากในและต่างประเทศ ต้าหลี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลยูนนาน
 

กำแพงเมืองเก่า และ เมืองโบราณต้าหลี่ / The Ancient town of Dali

daligucheng_1
 
 
daligucheng_2
 
เมืองโบราณต้าหลี่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1000 ปีก่อน ถึงแม้ได้ผ่านกาลเวลามาช้านาน แต่เมืองโบราณแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวจะเห็นประตูเมืองทั้งด้านใต้และด้านเหนือที่มีสถาปัตยกรรมสอดรับกัน ตามสองฟากของถนนสายเก่าแก่มีบ้านโบราณปลูกสร้างไว้อย่างกระจัดกระจาย มีถนนสายเก่าแก่ที่ตัดผ่านตัวเมืองโบราณสายหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นถนนย่านการค้าที่เจริญคึกคัก ตามสองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มีพ่อค้าชาวชนชาติไป๋ที่แต่งชุดประจำชนชาติกำลังค้าขายสิ้นค้าพื้นเมืองต่างๆ เช่น หินอ่อนต้าหลี่ ผ้าพื้นเมืองและเครื่องเงิน เป็นต้น ภายในเมืองโบราณแห่งนี้ยังมีถนนเล็กๆสายหนึ่งจากทางทิศตะวันออกไปสู่ทางทิศตะวันตก ตามสองฟากของถนนสายนี้เต็มไปด้วยภัตตาคารอาหารจีนและอาหารตะวันตก ร้านกาแฟและร้านน้ำชาที่ประกอบการโดยชาวต่างชาติ ถนนสายนี้จึงขึ้นชื่อว่า "ถนนสายต่างชาติ"ถนนสายนี้มีกลิ่นอายของทั้งความเก่าแก่ และความทันสมัยผสมผสานกัน จึงสามารถดึงดูดชาวต่างประเทศจำนวนมากให้หลั่งใหลกันไปท่องเที่ยวตามถนนสายนี้ไม่ขาดสาย
 

เจดีย์สามองค์ / The Three Pagodas of Dali

dali_pagoda_1
 
 
dali_pagoda_2
 
เจดีย์สามองค์ในวัด "ฉงเซิ่ง" เจดีย์นี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโบราณต้าหลี่ไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร บริเวณด้านหลังของเจดีย์เป็นภูเขาชังซานที่สูงสง่างาม และด้านหน้าเป็นทะเลสาบเอ๋อไห่ที่สวยงามกว้างใหญ่ เจดีย์สามองค์นี้มีสีขาวทั้งหมด สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1000 ปีที่แล้ว เจดีย์องค์หลักมีชื่อว่าเจดีย์ "เชียนหลินถ่า" สูงประมาณ 70 เมตร มี 16 ชั้น เป็นเจดีย์ที่สร้าง องค์แรกพร้อมๆกับการสร้างวัด และวิหารองค์กลางอันเป็น ที่ตั้งประดิษฐานองค์พระสังกระจาย อันเป็นพระพุทธรูปที่แสดงถึงความมั่งคั่งของอาณาจักรต้าลี่ แสดงถึงความร่ำรวยของพลเมือง และความสงบสุขของชาวเมือง ตามบริเวณสองข้างของเจดีย์องค์หลักมีเจดีย์ขนาดเล็กสร้างอยู่เคียงกันด้านละแห่ง เจดีย์สามองค์นี้มีรูปทรงที่สอดรับกลมกลืนกัน มีความสวยงามเป็นยิ่งนัก
 

ทะเลสาบเอ๋อไห่ / Erhai Lake

dali_erhai_1
 
 
dali_erhai_2
 
ทะเลสาบเอ๋อไห่ ซึ่งอยู่ด้านหน้าของเจดีย์สามองค์นั้นเป็นทะเลสาบน้ำจืดบนที่ราบสูง จึงได้สมญานามว่า "ไข่มุกบนที่ราบสูง" ทะเลสาบเอ๋อไห่นั้นเป็นทะเลสาบที่ทอดตัวยาว กินเนื้อที่ 256 ตารางกิโลเมตร มีปริมาตรน้ำถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร มีความลึกตั้ง 20-30 เมตร อยู่ทางด้านหน้าของภูเขาชังซานที่เรียงรายกัน 17 ลูก แต่มีด้านกว้างที่แคบ จึงมีลักษณะเหมือนรูปทรงของหู ซึ่งเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบ

ในทะเลสาบมีเกาะหนานเจา เกาะเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่อิมอาคายา ประทับยืนบนดอกบัวสลักจากหินอ่อนต้าหลี่สีขาวบริสุทธิ์ เกาะจินซอ เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าซานชิงเมี่ยว ซึ่งเป็นตัวแทนการผสมผสานความเชื่อทางศาสนาของชาวไป๋ เพราะภายในศาลเจ้าเป็นที่ประดิษฐานของพระศากยามุนี เทพลัทธิเต๋า และซานชิงจือ เทพเจ้าของชนชาวไป๋น้ำในทะเลสาบแห่งนี้ใสสะอาดจนสามารถมองเห็นถึงทัศนียภาพใต้น้ำ และมักจะมีหมอกควันลอยขึ้นเหนือทะเลสาบอันกว้างใหญ่นี้ ทำให้ทิวทัศน์ตามบริเวณทะเลสาบสวยงามยิ่งนัก

 

หูเตี๋ยเฉวียน หรือ บ่อน้ำพุผีเสื้อ / The Butterfly Spring

dali_hudiequan
 
 
บ่อน้ำพุ "ผีเสื้อ ที่มีชื่อเสียง น้ำในบ่อน้ำพุใสสะอาดยิ่ง มีต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ริมบ่อน้ำพุ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมทุกปี จะมีผีเสื้อเป็นจำนวนมากชวนกันบินไปเกาะอยู่บนต้นไม้ต้นนี้ มีสีสันหลากหลาย สวยงามยิ่งนักนับเป็นความงามอันแปลกตาอีกอย่างของบ่อน้ำพุผีเสื้อ

มีตำนานที่น่าประทับใจเกี่ยวกับบ่อน้ำพุผีเสื้อ เล่ากันว่า ในสมัยดึกดำบรรพ์ มีสาวงามคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเขตเชิงเขาชังซาน สาวคนนี้ชื่อ "เสียกู" เธอมีคู่รักคนหนึ่งชื่อ "เหวินหลาง" ทั้งสองคนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กและสนิทสนมรักใคร่กัน จนอยู่มาวันหนึ่ง มีคหบดีในท้องถิ่นคนหนึ่งเห็นสาวงามเสียกูแล้วเกิดความรักใคร่ จึงคิดจะแย่งมาเป็นของตนเองเมื่อทราบเรื่องเข้า หนุ่มเหวินหลางจึงได้พาสาวเสียกูหนีไปถึงบ่อน้ำพุผีเสื้อ คหบดีคนนั้นได้เกณฑ์คนให้ตามล่าหนุ่มสาวทั้งสองมาถึงบริเวณบ่อน้ำพุแห่งนั้น หนุ่มสาวคู่นี้เมื่อหมดหนทางที่จะหนีต่อไปได้ จึงได้พร้อมใจกันกระโดดลงสู่บ่อน้ำพุทั้งคู่ หลังจากมีพายุและฝนกระหน่ำหนักสักครู่ บริเวณเหนือน้ำพุได้ปรากฏรุ้งสายหนึ่งสีสดใส และมีผีเสื้อสองตัวบินเคียงกันออกจากบ่อน้ำพุแห่งนั้น ต่อมาเพื่อระลึกถึงคู่รักคู่นี้ คนท้องถิ่นจึงเรียกบ่อน้ำพุแห่งนี้ว่า "บ่อน้ำพุผีเสื้อ"
 

ภูเขาจีจู๋ซาน / Jizu Mountain

dali_jizushan
 
 
ภูเขาจีจู๋ซัน เป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงในประเทศจีน มีรูปร่างลักษณะคล้ายตีนไก่ จึงได้ชื่อว่า “ภูเขาตีนไก่ หรือเรียกกันว่าจีจู๋ซัน”  ภูเขาลูกนี้เป็นปูชนียะสถาน 1 ใน 5 ของปูชนียะสถานทางด้านพระพุทธศาสนาของประเทศจีน ซึ่งได้แก่ ภูเขาจิ่วฮัว, ภูเขาเง๋อเหมย, ภูเขาอู่ไถ และภูเขาพุทโธ ตั้งแต่สมัยราชวงค์ถังได้สร้างวัดบนภูเขาตลอดมาจนมีวัดวาอารามน้อย ใหญ่ ทั้งหมด 108 วัด มีพระสงฆ์จำวัดอยู่มากที่สุดถึง 5,000 รูป ตามตำนานเล่าลือกันว่า ภูเขาจีจู๋ซันเป็นที่สอนพระไตรปิฏกและเป็นที่นิพพานของพระสารีบุตรสาวกองค์ใหญ่องค์ที่หนึ่งของพระศรีศากยมุนี  พระพุทธเจ้าจึงมีปุถุชน และ ศาสนิกชนมากมากตลอดจนพระสงฆ์ที่เดินทางไกลจากทิเบคได้หลั่งไหลไปนมัสการกราบไหว้พระที่บนภูเขาจีจู๋ซัน ภายในวัดเต็มไปด้วยควันธูป เทียน ที่ไม่เคยดับเลย ท่านสามารถมองเห็นทัศนียภาพบริเวณรอบ ๆ ท่านจะมีความรู้สึกคล้ายกับว่ากำลังอยู่ในวิมานหอฟ้า จากนั้นนำท่านลงจากยอดเขา เพื่อเดินทางไปยังวัดจู๋ซึ่งซื่อ (แปลว่า วัดถวายบังคมตอนรับอริยบุรุษย์-พระพุทธเจ้า) วัดนี้เป็นวัดหลวงที่ใหญ่ในจำนวนวัดวาอารามบนภูเขาจีจู๋ซัน สิ่งก่อสร้างมากมายและมีเอกลักษณ์พิเศษ พระพุทธรูปตั้งประดิษฐ์สมบูรณ์ มีพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ และพระผู้เป็นอารักขา ครบจำนวน รอบๆวัดโอบล้อมด้วยป่าไม้เขียวขจีเงียบสงบยิ่งนัก
 

ลี่เจียง

มีพื้นที่ 20,600 ตารางกิโลเมตรตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน มีเขตแนวติดเทือกเขาทิเบตและเทือกเขายูนกุย เป็นเขตการปกครองที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเขตเมืองและเขตชนบททางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีย่านเมืองเก่าลี่เจียงที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เมืองเก่าต้าเหยียน พื้นที่ 95% เป็นภูเขา มีประชากร 1.125 ล้านคน มีชนเผ่า 23 เผ่าอาศัย แต่มีเผ่าดั้งเดิมจำนวน 12 เผ่า ซึ่งชนเผ่าน่าซี (Naxi) ถือเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยในลี่เจียงมากที่สุด
 

เมืองเก่าลี่เจียง / The Ancient town of Lijiang

lijiang_oldtown_1
 
 
lijiang_oldtown_2
 
ย่านเมืองเก่าลี่เจียงมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปได้มากกว่า 800 ปี และเคยเป็นจุดแลกเปลี่ยนค้าขายสินค้าตามเส้นทางสาย Tea Horse สายเก่า ย่านเมืองเก่านี้มีชื่อเสียงจากคูคลองและสะพานที่มีอยู่มากมาย จนได้รับการขนานนามว่า "สวิสแห่งตะวันออก" เมืองเก่าลี่เจียงมีสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมแตกต่างไปจากเมืองโบราณอื่นๆของจีน เนื่องจากเป็นเมืองที่เป็นที่ตั้งรกรากของชาวหน่าซี หรือนาสี มาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอักษรภาพโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ การเล่นดนตรีโบราณ และ การดำรงชีวิตแบบวิถิดั่งเดิมของชาวท้องถิ่น
และเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ย่านเมืองเก่าลี่เจียง (ต้าเหยียน ไป๋ซา และซูเหอ) ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ตั้งแต่นั้นมา ทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จนมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยี่ยมชมเมืองเป็นจำนวนมาก

 

ภูเขาหิมะมังกรหยก หรือ อวี้หลงเซี่ยซาน / Jade Dragon Snow Mountain

yulong_snow_mt
 
 
ภูเขาหิมะมังกรหยก หรือ อวี้หลงเซี่ยซาน เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าต่างๆ ในลี่เจียง ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง เป็นภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่าน ซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี มีทั้งหมด 12 ยอด ยอดที่สูงที่สุดของเทือกเขานี้สูงจากระดับน้ำทะเล 5,596 เมตร ยอดสูงที่สุดชื่อ ซานจือโต่ว ทิวเขาแห่งนี้ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งหุบห้วย ธารน้ำ แนวผา และทุ่งหญ้าน่าซี ทิวเขาแห่งนี้เมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นเป็นลักษณะคล้ายมังกรกำลังเลื้อย สีขาวของหิมะที่ปกคลุมอยู่นั้นดูราวกับหยกขาว ที่ตัดกับสีน้ำเงินของท้องฟ้า คล้ายมังกรขาวบนฟากฟ้า ทิวเขาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก JADE DRAGON SNOW MOUNTAIN นับว่าเป็นชื่อที่เหมาะสมกับเทือกเขานี้มาก นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้า ขึ้นสู่จุดชมวิวบนเขาที่ความสูงกว่า 3,356 เมตร ที่ทุ่งหญ้าหวินซานผิง ตลอดสองข้างทางจะได้ชื่นชมกับธรรมชาติที่งดงาม และสมบูรณ์ อีกทั้งภูเขาหิมะมังกรหยกแห่งนี้ ยังเป็นที่มาของตำนาน ชนเผ่าน่าซีที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบแถบนี้มานานนับพันปี ทิวเขาแห่งนี้มีพันธุ์พืชปกคลุมอย่างหนาแน่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ป่าจะผลิบานมีสีสันตระการตา ผู้คนจะพากันต้อนสัตว์เลี้ยง พวก แพะ แกะ และจามรีเพื่อออกมากินหญ้า หรือจะเลือกนั่งกระเช้าไฟฟ้าไปที่ความสูงกว่า 4,506 เมตร เพื่อสัมผัสหิมะบนยอดเขา ชมวิวทิวทัศน์และธรรมชาติบนจุดที่สวยงามที่สุด
 

สระน้ำมังกรดำ หรือ เฮยหลงถัน / Heillongtan, Black Dragon Pool

bk_dragon_pool
 
 
สระน้ำมังกรดำ อยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า สวนยู้วฉวน (Yuquan) ตั้งอยู่ในตัวเมืองลี่เจียง ห่างจากตัวเมืองเก่าลี่เจียงไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,390 ตารางเมตร สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1737 สมัยราชวงศ์ชิง (แมนจู) สระน้ำมังกรดำมีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีการสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และน่าซี ไว้ด้วยกัน ในสวนแห่งนี้มี พิพิธภัณฑ์ศิลปะตงปา ด้านในของพิพิธภัณฑ์มีสิ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมตงปามากมาย เช่น รูปภาพต่างๆ และอักษรตงปาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอักษร Hieroglyphics ของอียิปต์

สระมังกรดำ นี้มีที่มาจากตำนานเล่าขานกันว่าในอดีตมีคนพบเห็นมังกรดำปรากฏกายใต้น้ำบ้าง ผุดขึ้นมาจากสระน้ำบ้าง บรรยากาศภายในสวนนั้นเงียบสงบ และงดงามด้วยบึงน้ำใสสะอาดสะท้อนภาพทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกได้อย่างชัดเจน ว่ากันว่าทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกที่มองจากบริเวณสระมังกรดำเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของจีน
 

หุบเขาเสือกระโจน / Tiger Leaping Gorge

tiger_leaping_1
 
 
tiger_leaping_2
 
หุบเขาเสือกระโจน ตั้งอยู่ระหว่างทางแยกของเมืองลี่เจียง และ เมืองจงเตี้ยน เป็นหุบเขาในช่วงที่แม่น้ำแยงซีไหลลงมาจากจินซาเจียง (แม่น้ำทรายทอง) น้ำบริเวณนี้ไหลเชี่ยวมาก ช่วงที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 30 เมตร ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตช่องแคบนี้มีเสือกระโดดข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ เนื่องจากกลางแม่น้ำบริเวณนี้มีหินที่เรียกว่า “หินเสือกระโดด” ซึ่งก้อนหินมีความสูงกว่า 13 เมตร จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช่องแคบเสือกระโดด” ช่องเขาเสือกระโจนเป็นหนึ่งในหุบเขาเหนือแม่น้ำที่ลึกที่สุดในโลก ผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองชาวหน่าซี โดยจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆบริเวณใกล้เคียง และหาเลี้ยงชีพโดยการเพาะปลูกและรับจ้างนำทางคนต่างถิ่น
 

โค้งแรกแม่น้ำแยงซี / The Great Bend of the Yangtse

Yangtze_1bend_1
 
 
Yangtze_1bend_2
 
แม่น้ำแยงซีที่ไหลผ่านเมืองลี่เจียงช่วงนี้มีชื่อว่า จินซา หรือเรียกเต็มๆว่า จินซาเจียง แปลว่าแม่น้ำทรายทอง ณ จุดนี้เองที่แม่น้ำได้หักโค้งข้อศอกเป็นโค้งแรก ทำให้ไหลแยกจากแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำโขง ไปทางทิศตะวันออก ก่อให้เกิดอารยธรรมจีนที่ยิ่งใหญ่เมื่อหลายพันปีมาแล้ว กล่าวกันว่าถ้าไม่มีโค้งนี้ก็อาจไม่มีอารยธรรมจีนอันเกรียงไกร อีกทั้งจุดนี้ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขบวนทัพของทั้งขงเบ้ง กุบไลข่าน ใช้เป็นจุดข้ามแม่น้ำแยงซีไปทำศึก และเหมาเจ๋อตงเดินทัพทางไกลหนีการล้อมปราบของพวกก๊กมินตั๋งห่างจากเมืองเก่าลี่เจียง 53 กิโลเมตร เกิดจากแม่น้ำแยงซี (หรือที่คนจีนเรียกว่า แม่น้ำฉางเจียง) ที่ไหลลงมาจากที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มากระทบกับภูเขาไห่หลอ ทำให้ทิศทางของแม่น้ำหักโค้งไปทางทิตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นโค้งน้ำที่สวยงาม
 

จงเตี้ยน หรือ “แชงกรีลา”

เมืองจงเตี้ยน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน เขตปกครองพิเศษของชาวธิเบตตี๋ชิ้ง ตั้งอยู่บนที่ราบในวงล้อมของขุนเขา เมืองจงเตี้ยน เป็นถิ่นฐานของชาวทิเบต ซึ่งตามชานเมืองยังคงรักษาเอกลักษณ์ของบ้านที่ก่อดินขึ้นเป็นตึกสี่เหลี่ยม แต่งด้วยไม้ซุงขนาดใหญ่ ผู้คนยังแต่งกายพื้นเมือง คำว่า"จง" นั้นหมายถึงศูนย์กลาง หรือสิ่งที่กว้างใหญ่อันเป็นศูนย์กลาง ส่วน"เตี้ยน" นอกจากจะแปลว่าทุ่งหญ้าแล้ว ยังอาจแปลว่า อาณาจักร ได้ด้วย ลักษณะภูมิประเทศของเมืองจงเตี้ยน เป็นที่ราบทุ่งหญ้า มีภูเขาล้อมรอบ ในปีพ.ศ. 2545 รัฐบาลจีนได้เปลี่ยนชื่อเมืองจงเตี้ยน (อีกครั้ง จากเดิมที่มีชื่อในภาษาธิเบตว่า เจี้ยนถัง) เป็น"แชงกริ-ล่า" ภาษาจีนออกเสียงว่า "เซียงเกอ หลี ลา xiang Ge Le La แปลว่า ที่ซึ่งสุริยันจันทราประทับในดวงจิต
การเดินทางไปสู่แชงกรีล่านั้นต้องเดินทางไต่ไหล่เขาไปเรื่อยๆ ใช้เวลานานพอสมควร ไม่ต่างอะไรกับดินแดนในฝัน โดยชื่อแชงกรีลานั้นมาจากภาษาธิเบต หมายถึง หนทางนำไปสู่ดวงตะวันและดวงจันทร์โดยดวงจิต และแปลอีกความหมายหนึ่งว่า ดินแดนอีกด้านหนึ่งของโลกหรือแดนสวรรค์บนโลก
 

วัดซงจ้านหลิน / Songzanlin Temple

zhongdian_1
 
 
zhongdian_2   วัดซงจ้านหลินเป็นวัดใหญ่ที่สำคัญของเมืองจงเตี้ยน วัดแห่งนี้ห่างจากเมืองจงเตี้ยนไปทางเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร วัดนี้สร้างในสมัยทะไลลามะองค์ที่ 5 ชื่อวัดนี้ได้มาจากนามของพระองค์คือ เกอตันซงจ้านหลิน ในช่วงศตวรรษที่ 18 สมัยจักรพรรดิ์คังซี แห่งราชวงศ์ชิง สร้างจำลองแบบจากพระราชวังโปตาลา (Potala) ในกรุงลาซา (Lhasa) มาไว้ เป็นวัดนิกายลามะแบบธิเบตที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน อายุเก่าแก่กว่า 300 ปี และในยามเทศกาล ชาวทิเบตที่นี่ยังคงรักษาประเพณีที่จะจัดขึ้นตามวัดสำคัญๆ เหล่านี้ ด้วยการเต้นระบำหน้ากากและเป่าแตรงอนซึ่งเป็นการละเล่นที่อยู่ในช่วงเทศกาล สำคัญต่างๆของวัด รวมถึงประเพณีต่างๆ ที่ชาวทิเบตได้อนุรักษ์ไว้ ณ วัดซงจ้านหลินแห่งนี้ 
 

หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน / Yading

yading_1
 
 
เขตอนุรักษ์ธรรมชาติย่าดิง หรือที่เรียกขานกันว่า “หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน” จากจงเตี้ยน ต้องผ่านเส้นทางเซียงเฉิง-ต่าวเฉิง ห่างจากเมืองต่าวเฉิง ประมาณ 100 กิโลเมตร สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 3,600 เมตร มหัศจรรย์ใจกับการชมผืนป่าที่มีใบไม้เปลี่ยนสี ผืนหญ้าดารดาษไปด้วยดอกไม้ป่าสดสวย ลำธารใสไหลเย็น และภูเขาหิมะขาวโพลน ธารน้ำแข็งบนโตรกผาแม่น้ำแยงซีที่สูงที่สุดในโลก โดยใช้ม้าเป็นพาหนะเดินทางเพื่อชื่นชมทัศนียภาพที่ยากจะลืมได้ลง เขตอนุรักษ์ธรรมชาติย่าดิง เป็นที่เรียกขานกันว่า “หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน” ของเมืองจงเตี้ยน ตั้งอยู่ใกล้กับแชงกรีลา เป็นหุบเขาสูงเกิน 4,000 เมตร มีหิมะปกคลุมเกือบทั้งปี

หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินเป็นหุบเขาที่มีความสวยงาม ล้อมรอบด้วย ทะเลหุบเขาถึง 360 องศา และบริเวณไกลออกไปจะมี ป่าไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสี ผืนหญ้าดารดาษไปด้วยดอกไม้ป่าสดสวย ลำธารใสไหลเย็น ภูเขาหิมะที่ขาวโพลน ต้นกุหลาบพันปีเรียงราย และธารน้ำแข็งบนโตรกผาแม่น้ำแยงซีที่มีความสูงมากจากระดับน้ำทะเล นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นสู่ยอดสูงสุดของหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินโดยขึ้นกระเช้าไป 2 ช่วงโดยจุดเปลี่ยนกระเช้าจุดแรก จะมีศูนย์ท่องเที่ยวหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน พอมาถึงจุดปลี่ยนกระเช้าจุดที่ 2 ก็จะมีหมู่บ้านชาวธิเบตที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยรอบ

หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน สามารถเดินทางขึ้นไปชมหิมะได้ในฤดูหนาวจนถึงต้นเดือน พฤษภาคม หลังจากนั้นหิมะจะเริ่มละลาย จากนั้นต้นกุหลาบพันปี ซึ่งบานเพียงปีละครั้ง จะเริ่มผลิดอกในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม
 

เต๋อชิง / Deqing

deqing_1
 
 
เต๋อชิง เป้นเมืองทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือสุดของมณฑลยูนนาน ทิศตะวันออกติดกับมณฑลเสฉวน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวทิเบต แหล่งธรรมชาติที่งดงามมากมาย เช่น

ธารน้ำแข็งหมิงหย่ง ธารน้ำแข็งยาว 12 กิโลเมตร ตั้งอยู่ด้านข้างยอดเขากาวาคาโป เป็นธารน้ำแข็งที่อยู่ระดับต่ำสุดในโลกแห่งหนึ่ง บริเวณใกล้เคียงเป็นโตรกแม่น้ำหลันชาง ชาวทิเบตถือว่าเป็นธารน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์

ทะเลสาบปิทาไห่ อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 3,266 เมตร แวดล้อมด้วยเขาสามด้าน มีลำธารมารวม 2 สาย เป็นถิ่นอาศัยของนกกระเรียนคอดำ และ นกเป็ดน้ำหวงยา ซึ่งล้วนเป็นสัตว์พันธุ์หายากที่จะพบเฉพาะเขตที่ราบสูงเท่านั้น

วัดเฟยไหล สร้างราวปี ค.ศ.1816 เป็นวัดที่ประดิษฐานรูปปั้นเทพนาเคอจาซี ผู้สถิตอยู่ ณ ยอดเขาคาเกอโป 1 ใน 8 ยอดเขาเลื่องชื่อของทิเบต วัดแห่งนี้มีความสำคัญเพราะเป็นที่ตั้งสถูปอนุสรณ์ของนักปีนเขาชาวจีน 5 คน และชาวญี่ปุ่น 12 คน ที่พยายาม พิชิตเขาคาวาเกอโปแต่ไม่สำเร็จ

เทือกเขาหิมะเหม่ยลี่ เป็นเทือกเขาหิมะที่กั้นพรมแดนระหว่างยูนนานกับทิเบต มียอดเขาที่สูงเกิน 13 ยอดชาวทิเบตถือว่าเทือกเขาแห่งนี้คือมารดาแห่งขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์
 


สิบสองปันนา

เป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ด้วยตั้งอยู่ตรงกลางที่ลุ่มหุบเขาริมแม่น้ำโขง ซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า แม่น้ำล้านช้าง ชาวจีน เรียกว่า แม่น้ำหลันช้าง หรือ หลันชาง หรือ หลันชางเจียง สิบสองปันนา มีสภาพภูมิอากาศแบบป่าฝนเขตร้อน มีฝนตกชุก ไม่มีหิมะตก อากาศไม่หนาวเย็นจนเกินไป ผืนดินจึงอุดมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีความเขียวขจีตลอดทั้งปี ในผืนป่าก็อุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าอย่างช้างและนกยูง ที่เป็นเสมือนสัตว์สัญลักษณ์ของสิบสองปันนา ซึ่งดินแดนอื่นในประเทศจีนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีสภาพความอุดมสมบูรณ์เช่น นี้ สิบสองปันนาจึงเป็นแหล่งปลูกข้าว อ้อย ยางพารา กาแฟ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ส่งขายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน สิบสองปันนาได้รับสมญานามว่าเป็นอาณาจักรแห่งต้นไม้ เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนหนาน และเป็นดินแดนหนึ่งที่รัฐบาลจีนภาคภูมิใจเพราะทำให้จีนได้ชื่อว่ามีผืนแผ่น ดินอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสภาพภูมิประเทศและผืนป่าครบ ตั้งแต่ดินแดนน้ำแข็งแบบขั้วโลกจนถึงป่าเขตร้อนเหมือนเช่นแถบเส้นศูนย์สูตร อย่างผืนป่าสิบสองปันนา เชียงรุ่งได้ชื่อว่า ดินแดนแห่งนกยูง เพราะมีนกยูงอาศัยอยู่ จำนวนมากในป่า นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์แห่ง โชคลาภ และ ความสุขอีกด้วย

 

เชียงรุ้ง หรือ จิ่งหง / Jinghong

12banna_1
12banna_2
12banna_3
 
เชียงรุ่ง หรือ เชียงรุ้ง หรือ จิ่งหง เจียงฮุ่ง เจงฮุ่ง คือเมืองเอกในเขตปกครองพิเศษไท-สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีชายแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับประเทศพม่า และ ตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศลาว มีประชากรเป็นชาวไทลื้อเป็นหลัก มีลักษณะขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงกับไทยเรามาก ยิ่งถ้าเป็นคนไทยภาคเหนือยิ่งส่งภาษากันรู้เรื่อง เพราะพื้นฐานภาษาใกล้เคียงกันมาก เชียงรุ่งได้ชื่อว่า ดินแดนแห่งนกยูง เพราะมีนกยูงอาศัยอยู่ จำนวนมากในป่า นกยูงยังเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ และความสุขอีกด้วย

เมืองเชียงรุ่งติดกับเทือกเขาเหิงต้วน และ แม่น้ำโขง สภาพอากาศนั้น ตอนบนเป็นเขตอบอุ่น และ ตอนล่างเป็นเขตอุ่นชื้น มีความชื้นมากในฤดูมรสุม และแห้งมากในฤดูหนาว ชื่อที่มาของเมืองเชียงรุ่งนั้น มีตำนาน "พะเจ่าเหลบโหลก" อยู่ว่า เมื่อครั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ มาโปรดสัตว์ถึงยังดินแดน ริมฝั่งแม่น้ำของ(ภาษาลื้อเรียกน้ำของ ภาษาจีนเรียก หลานชาง คำว่าน้ำโขงจึงไม่มีในภาษาลื้อ) ของอาณาจักรชาวไทลื้อแห่งนี้ ก็เป็นเวลารุ่งอรุณของวันใหม่พอดี จึงเรียกแห่งนี้ว่า "เชียง" ที่แปลว่า "เมือง" และ "รุ่ง" ที่แปลว่า "รุ่งอรุณ" ว่า "เชียงรุ่ง" จึงแปลได้ว่าเมืองแห่งรุ่งอรุณอันสดใส

วัดป่าเจ หรือ วัดป่าเชต์มหาราชฐาน วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในเมืองเชียงรุ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดเป็นเหมือนวิทยาลัยสงฆ์ในเมืองเชียงรุ่ง ด้วยในอดีตนั้น ชาวเชียงรุ่งนิยมส่งลูกชายเข้ามาบวชเรียนตั้งแต่เล็กๆ โดยบวชเณรเรียกว่าบวชลูกแก้ว และเมื่ออายุครบบวชก็จะต้องบวชเรียนศึกษาพระธรรมเสียก่อนจึงจะได้เป็นที่ยอม รับจากสังคม ซึ่งก็คงเหมือนกับความเชื่อของคนไทยในอดีต แต่ปัจจุบันสภาสังคมเปลี่ยนแปลงไป ลูกผู้ชายชาวเชียงรุ่งก็อาจให้ความสนใจกับการทำมาหากินจนเมืองการบวชเรียน เป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนัก ภายในวัดมีเจดีย์ขาว องค์จำลอง และเจดีย์แปดเหลี่ยม เป็นที่เคารพสักการะของชาวไทลื้ออย่างมาก นอกจากนั้นอุโบสถของวัดป่าเจศิลปะแบบไทลื้อก็ยังสวยงามมากอีกด้วย

วัดป่าเจเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมพุทธศาสนาของสิบสองปันนา เป็นดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์พุทธศาสนาของชนชาติไต วัดป่าเจยังเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังของพุทธศาสนา นอกจากลือชื่อลือนามภายในประเทศ ยังมีชื่อเสียงไปยังเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญของวัดป่าเจมีวิหารใหญ่สำหรับการไหว้พุทธ ห้องศีล ตึกกุฎิเจ้าอาวาสและสถาบันพุทธศาสนา

สวนสาธารณะม่านทิง เป็นสวนสาธารณะ อยู่ที่ชานเมืองภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเชียงรุ้ง โดยแบ่งแยกเป็นแปดเขตทัศนียภาพ คือ จัตุรัสวัฒนธรรมชนชาติ แปลงกล้วยไม้โชนร้อน สวนนกยูง ทะเลสาบปล่อยสัตว์ เขตวัฒนธรรมพุทธศาสนา เขตที่ระลึกการปลูกต้นไม้ และเขตสวนชาวัฒนธรรมชนชาติไต

สวนสาธารณะม่านทิงมีรูปปั้นทองแดงที่ระลึกนายโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีนได้เข้าร่วมเทศกาลสาดนํ้าที่สวนสาธารณะนี้ เมื่อ ค.ศ.1961
 


ตงชวน

ตงชวนหงถู่ตี้ Dongchuan read earth คือ ดินแดง สีแดงของดินส่วนใหญ่จะเป็นสีออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียม แสดงถึงการที่ดินมีพัฒนาการสูง ผ่านกระบวนการผุพังสลายตัว และซึมชะมานาน เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี แต่มักจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ดินสีแดงจะเป็นดินที่ออกไซด์ของเหล็กหรืออลูมิเนียมไม่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ ตงชวนหงถู่ตี้ สีสันของตงชวน คือแปลงไร่แปลงนาของชาวบ้าน เมื่อดอกชาน้ำมันเบ่งบานผืนไร่จะเป็นสีเหลืองอร่าม ไม้ดอกสีขาวจะเนรมิตไร่ให้เป็นสีขาว แปลงข้าวโพดจะพรมไร่ให้เป็นสีเขียว แปลงเก็บเกี่ยวจะมีสีแดงจุดขาวเพราะกระจุกพืชไร่ที่นำมากองรวมกัน แปลงว่างเปล่าจะแดงจัดเพราะสีของดิน พืชไร่ต่างชนิดทำให้เกิดนาไร่ต่างสี ไร่ต่างสีทั่วทั้งหุบทั้งเขาทำให้เกิดภาพที่งดงามเกินบรรยาย ดูเหมือนเค้กหลายชั้นหลากรส ชั้นล่างอาจเป็นเค้กรสกาแฟ ปูทับด้วยเค้กใบเตย ซ้อนบนด้วยเค้กรสวานิลา แต่งหน้าครีมสีขาวละมุน หรืออาจจะดูเหมือนอะไรก็ได้ที่เรามองแล้วเห็น...คิดแล้วเป็น...อย่างที่จินตนาการ

การชื่นชมดินแดง นักท่องเที่ยวสามารถชม และถ่ายภาพตั้งแต่วิวทิวทัศน์ริม ของที่ราบสูงดินแดง เพื่อถ่ายภาพริมทางในทุ่งนามีป่าไม้และหมุ่บ้าน สลับกับสีแดง สีเขียวเข้ม สีเขียวอ่อน สีขาว สีเหลือง ขึ้นลงตลอดเนินเขา ประกอบกันเป็นกลุ่มสีก้อนใหญ่ เชื่อมต่อกันไปตลอด มองสุดลูกหูลูกตา เป็นทิวทัศนืที่ทำให้คนประหลาดใจ เดินทางสู่นา ต้นไม้เทพ เล่อผู่อาว และสวนวิจิตร เป็นต้น เพื่อชมทิวทัศน์และถ่ายภาพ รอบๆบริเวณนี้เป็นนาขั้นบันไดที่ใช้ปลูกข้าว มีส่วนที่เหมือนกับนาขั้นบันไดหยวนหยาง แต่มีขนาดเล็กกว่า ในฤดูใบไม้ผลิสามารถถ่ายภาพทิวทัศน์หลังจากการทดน้ำ ฤดูใบไม้ผลิก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ช่วงฤดูที่ดีที่สุดที่เหมาะกับการถ่ายภาพคือตั้งแต่เดือน 5 ถึงเดือน 11 ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว ช่วงนี้พืชไร่ที่ถูกเก็บเกี่ยวกับสีสันที่ต่างกันแห่งแผ่นดินแดง ในนี้จะถูกแต่งเติมด้วยผู้คนที่กำลังเก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมีชีวิตให้กับภาพ ส่วนในฤดูอื่นก็มีสีเขียวของพืชไร่กับเส้นทางที่สวยงามของแผ่นดินแดง โดยเฉพาะเดือน 8 และเดือน 9 แปลงดอกผักน้ำมันกับดอกมัสตาร์ดผืนใหญ่กับอากาศในวันฟ้าปลอดโปร่งและฝนตกผสมกลมกลืนกัน ประกอบเป็นภาพที่มีสีสันของการเปลี่ยนแปลงเป็นผืนๆต่อกัน ถ่ายภาพชมวิวจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน

dongchuan_1
 
dongchuan_2
 
dongchuan_
 
 
 
 
company_profile thai chinese english