world_heritage
home travel world_heritage airlines hotel map weather contact_us tb_blue
 
 

 

expert

มรดกโลกของจีน

 
tab_world_heritage_1
 
 

พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง
Imperial Palaces of the Ming and Qing Dynasties in Beijing and Shenyang

gugong01
gugong02
 
พระราชวังต้องห้ามได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 11
เมื่อปี ค.ศ. 1987 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมาในปี ค.ศ. 2004 พระราชวังเฉิ่นหยาง พระราชวังพักตากอากาศของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิง ได้ลงทะเบียนร่วมกับพระราชวังต้องห้ามภายใต้ชื่อ "พระราชวังแห่งราชวงศ์หมิง และ ราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง" พระราชวังโบราณในกรุงปักกิ่งเริ่มก่อสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อปี ค.ศ.1406 โดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 14 ปี เคยมีจักรพรรดิในราชวงศ์หมิง และชิงรวมทั้งสิ้น 24 พระองค์ที่เคยประทับและทรงปกครองประเทศจีน
ภายในพระราชวังแห่งนี้ พระราชวังโบราณมีเนื้อที่กว่า 720,000 ตารางเมตร จากทิศใต้ถึงทิศเหนือ มีความยาวประมาณ 1,000 เมตร จากตะวันออกถึงตะวันตกกว้าง ประมาณ 800 เมตร โดยมีกำแพงที่สูงกว่า 10 เมตร กั้นอยู่และเขตนอกกำแพง มีคูน้ำที่มีความกว้างมากกว่า 50 เมตรกั้นอยู่ พระราชวังโบราณได้สร้างขึ้น โดยยึดหลักขนบเดิมของระบบศักดินา คือ อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่จักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว ดังนั้น รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและการ ตกแต่งจึงเน้นความใหญ่โตโอ่อ่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขาม เล่ากันว่า ภายในพระราชวังมีห้องต่างๆรวมทั้งสิ้น 9,999.5 ห้อง โดยมีเหตุผลว่า ชาวจีนในสมัยโบราณเชื่อกันว่า พระราชวังที่พระเจ้าประทับ อยู่นั้นประกอบด้วยห้องต่างๆถึง 10,000 ห้อง จักรพรรดิจีนเปรียบเสมือน "โอรสแห่งสวรรค์ " ดังนั้น พระราชวังของ
จักรพรรดิ์จึงต้องมีห้องน้อยกว่า
ตามหลักสถาปัตยกรรมสมัยโบราณได้กำหนดให้ด้านหน้าของเขตพระราชฐานชั้นนอกซึ่งเป็นที่ว่าราชการ ส่วนด้านหลังเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ มเหสีและนางสนมกำนัล พระตำหนักด้าน หน้า 3 หลังได้แก่ พระตำหนักไท่เหอ พระตำหนักจงเหอ และพระตำหนักเป่าเหอ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่ยิ่งใหญ่นั้น ตั้งตระหง่านเรียงกันตาม ลำดับ ณ กึ่งกลางอาณาบริเวณส่วนหน้าของพระราชวัง ถัดเข้าไปส่วนด้าน หลังเป็นพระตำหนักที่ประทับของจักรพรรดิและมเหสีอีก 3 หลัง ได้แก่ พระตำหนักเฉียนชิง พระตำหนักเจียวไท่ และพระตำหนักคุนหนิง
   
 

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ / Mausoleum of the First Qin Emperor

qinci01
 
สุสานฉินชื่อหวงได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม ค.ศ. 1974 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ชื่อ หยางจื้อฟา
ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม. โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี
ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม. มีการคาดคะเนว่าอาณาเขตของสุสานฉินชื่อหวง
จะมีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม. สุสานฉินชื่อหวงได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1987
สุสานฉินชื่อหวงเริ่มก่อสร้างในสมัยฉินชื่อหวง ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล ซึ่งอาณาเขตพื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตร.กม. แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของฉินชื่อหวง ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหาร จำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกของฉินชื่อหวง โครงสร้างและสถาปัตยกรรมโดยรวมของสุสาน มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความลึกเฉลี่ย 35 เมตร กว้าง 145 เมตร และ ยาว 170 เมตร สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร
มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬารราวกับสนามฟุตบอล สำหรับภายใน ในส่วนที่ก่อสร้างจากหินนั้นยังคงได้รับการปิดผนึกอย่างดีโดยคงสภาพเดิมเอาไว้ และไม่เคยผ่านการขุดและรื้อทำลายมาก่อน โดยโครงสร้างของสุสานดังกล่าว มีรูปแบบโครงสร้างและการจัดสร้างที่มีความสลับซับซ้อน ขนาดของสุสานมีขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของจักรพรรดิจีนผู้รวบรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น
 
 

ถ้ำผาม่อเกา / Mogao Caves

mogao01
mogao02
 
ถ้ำผาม่อเกาได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 11 เมื่อปี ค.ศ. 1987 ถ้ำผาม่อเกา ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองตุนหวง มณฑลกานซู ประเทศจีน ในอดีตเป็นหนึ่งในจุดค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สำคัญในเส้นทางสายไหม
ถ้ำผาม่อเกา หนึ่งในสามถ้ำผาอันโด่งดังของจีน มีอายุราว 1,600 กว่าปี เป็นถ้ำผาที่สร้างขึ้นแรกสุด ในจำนวนถ้ำผาทั้งสาม อันได้แก่ ถ้ำผาหยุนกัง ที่เมืองต้าถง มณฑลซานซี และถ้ำผาหลงเหมิน เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน  
ถ้ำผาม่อเกา ผ่านกาลเวลาแห่งการก่อสร้างยาวนานหลายศตวรรษ นับตั้งแต่การเริ่มเจาะสกัดหินก้อนแรกในยุคจิ้นตะวันออก (ค.ศ.317-420) ผ่านการบูรณะ และสรรค์สร้างขึ้นใหม่ ตั้งแต่ยุค 16 แคว้น (ค.ศ.304-439) ยุคราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ.420-589) ต่อเนื่องมาถึงราชวงศ์สุย (ค.ศ.581-618) และในยุคที่พุทธศาสนารุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) ผ่านยุค 5 ราชวงศ์ เรื่อยมาถึงราชวงศ์เหลียว (ค.ศ.916-1125) ซ่ง (ซ่งเหนือ-จิน-ซ่งใต้ ค.ศ.960-1279) เซี่ยตะวันตกและหยวน (ค.ศ.1271-1368) รวมเวลามากกว่า 1,000 ปี  ถึงแม้การก่อสร้างโดยส่วนใหญ่เสร็จสิ้นลงไปแล้วในเบื้องต้น ตลอดระยะเวลากว่าพันปีจากนั้น ก็ยังมีการต่อเติม และก่อสร้างโบราณสถานขึ้นเพิ่มเติมต่างยุคต่างสมัยกัน ดังนั้นบริเวณถ้ำผาม่อเกาจึงดารดาษไปด้วยงานจิตรกรรม ประติมากรรรม และสถาปัตยกรรม ที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปะในแต่ละยุคสมัยของจีน ชาวจีนจึงภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้ำผาในอ้อมกอดของทะเลทรายที่เมืองตุนหวงนี้ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นศูนย์รวมงานศิลปะการแกะสลักหิน งานจิตรกรรมผนังถ้ำ ศิลปะรูปสลักเขียนสี และสถาปัตยกรรมโบราณ ที่มีรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และชนชาติ อีกทั้งสะท้อนภูมิปัญญาของชนชั้นแรงงานในสังคมอดีตกาล และเปี่ยมล้นด้วยความงามทางพุทธศิลป์ชั้นสูงเทียบเท่าระดับสากล
ถ้ำผาม่อเกา หรือที่อดีตเรียกกันว่า ถ้ำเชียนฝอ(ถ้ำพระพุทธรูปพันองค์) มีช่องเขาทั้งหมดซึ่งแบ่งเป็น 5 ชั้น ไล่เรียงกันตามลำดับขั้น ประกอบด้วย ถ้ำพระ ถ้ำวัง ถ้ำเจดีย์ ถ้ำหลังคาโค้ง เป็นต้น ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดมีความสูงราว 40 เมตร กว้าง 30 เมตร ที่เล็กที่สุดเป็นช่องเขาความสูงไม่ถึง 1 นิ้ว
ปัจจุบัน ในจำนวนถ้ำที่ได้รับการอนุรักษ์ราว 500 กว่าถ้ำ ในบริเวณเขตมรดกโลกถ้ำผาม่อเกา มีถ้ำที่มีรูปสลักเขียนสีอยู่ถึง 492 ถ้ำ ภายในบรรจุรูปสลักเขียนสีรวมทั้งสิ้น 2,415 ชิ้น รูปปั้นนางฟ้า 4,000 กว่าชิ้น สถาปัตยกรรมไม้สมัยถังและซ่งรวม 5 หลัง ตลอดจนภาพจิตรกรรมผนังถ้ำรวมความยาวมากกว่า 45,000 ตารางเมตร และยังได้เป็นขุมทรัพย์โบราณวัตถุอายุในราวคริสต์ศตวรรษที่ 4 - 14 อันได้แก่ คัมภีร์ทางพุทธศาสนา บันทึกประวัติศาสตร์ ตำราและหนังสือชุดว่าด้วยศาสนาเต๋า ประเพณีชีวิต สังคม การเมือง งานวรรณกรรม ฯลฯ และภาพเขียนจีน รวมทั้งสิ้น 50,000 กว่ารายการ ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานทางโบราณคดีของจีนในการศึกษาวิจัยยุคจิ้นตะวันออกจนถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง
 
 

แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีมนุษย์ปักกิ่ง โจวโข่วเตี้ยน / Peking Man Site at Zhoukoudian

peking_man
 
แหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เป็นแหล่งขุดค้นพบกระดูกของมนุษย์ปักกิ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่ประมาณ 200,000 ถึง 750,000 ปีก่อน ค้นพบครั้งแรกเมื่อราวปี ค.ศ. 1921 - 1923 โดยนักธรณีวิทยาชาวสวีเดน โยฮัน กันเนอร์ อันเดอส์สัน (Johan Gunnar Andersson)
ซากมนุษย์ปักกิ่งในโจวโข่วเตี้ยนตั้งอยู่บนภูเขาหลงกู่หมู่บ้านโจวโข่วเตี้ยนเขตฝางซานนครปักกิ่ง บนภูเขาหลงกู่มีมีถ้ำธรรมชาติถ้ำหนึ่งที่มีความยาวจากด้านตะวันตกสู่ด้าน ตะวันออกประมาณ 140 เมตร ชื่อถ้ำมนุษย์วานร เป็นถ้ำแรกในโจวโข่วเตี้ยนที่พบซากมนุษย์ปักกิ่ง เมื่อปี 1929
เขตซากมนุษย์ปักกิ่งในโจวโข่วเตี้ยนเป็นเขตซากมนุษย์โบราณยุคหินเก่า ที่สำคัญที่สุดในเขตนี้ก็คือ ถ้ำแรกที่พบซากมนุษย์ปักกิ่ง นักธรณีวิทยาชาวสวีเดนเป็นผู้พบถ้ำนี้คนแรกเมื่อปี 1921 นักวิชาการชาวแคนาดาเป็นผู้ขุดซากมนุษย์ปักกิ่งอย่างเป็นกิจลักษณะเมื่อปี 1927 พร้อมทั้งตั้งชื่อฟัน มนุษย์ 3 ซี่ที่พบในโจวโข่วเตี้ยนว่าเป็นฟันมนุษย์วานรจีนพันธุ์ปักกิ่ง เมื่อปี 1929 นายเผยเหวินจง นักโบราณคดีของจีนได้ขุดพบกระดูกกระโหลกศีรษะชิ้นแรกของมนุษย์ปักกิ่งในถ้ำนี้ จึงเป็นเรื่องครึกโครมไปทั่วโลก รัฐบาลจีนได้ใช้พื้นที่บริเวณที่ขุดพบ ซากโบราณในถ้ำมนุษย์ปักกิ่ง ทำการศึกษาวิจัยและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความรู้เรื่องมนุษย์ปักกิ่ง โดยเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเมื่อปี ค.ศ.1953 จนถึงวันนี้ หลักฐานทั้งหมดที่ถูกเก็บรักษาไว้มีส่วนช่วยเหลือให้งานวิจัยเรื่องมนุษย์ปักกิ่งก้าวหน้าไปอย่างมาก
กะโหลกศีรษะมนุษย์ปักกิ่ง มีลักษณะใกล้เคียงกับกะโหลกศีรษะของชาวมองโกลในปัจจุบัน มีลักษณะหน้าผากต่ำ เบ้าตาด้านบน(คิ้ว)โปนออกมา กระดูกท้ายทอยที่ด้านหลังของกะโหลกมีลักษณะเป็นมุมแหลม มีขากรรไกรที่กว้างใหญ่และแข็งแรง ฟันเป็นแบบมนุษย์อย่างชัดเจน แต่มีขนาดใหญ่มาก ที่สำคัญฟันบนและล่างไม่เหลื่อมกัน คล้ายฟันของตระกูลสุนัขและวานร
 
 

กำแพงเมืองจีน / The Great Wall

greatwall01
 
กำแพงเมืองจีน เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ
กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศจะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้
กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นในระยะเวลา 4 ช่วงหลัก ๆ ดังนี้
ค.ศ. 205 ก่อนคริสตกาล (ราชวงศ์ฉิน) , ค.ศ. 100 ก่อนคริสตกาล (ราชวงศ์ฮั่น) , ค.ศ. 1138 - 1198 (สมัย 5 ราชวงศ์ 10 อาณาจักร) , ค.ศ. 1368 - 1620 (รัชสมัยจักรพรรดิหงอู่ ต้นราชวงศ์หมิง)
กำแพงเมืองจีนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1987 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 11 ที่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
 
 

หมู่โบราณสถานบนเทือกเขาอู่ตัง / Ancient Building Complex in the Wudang Mountain

wudang01
 
เขาบู๊ตึ๊ง หรือ อู่ตัง ในภาษาจีนกลาง เป็นเทือกเขาที่ตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน เป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญของลัทธิเต๋า ที่เล่าสืบมาว่าปรมาจารย์เจินอู่หรือเทพเจ้าเสวียนอู่ที่ศาสนาเต๋าเคารพนับถือได้บำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งนี้ ท่านรู้สึกติดอกติดใจกับเทือกเขาที่เสมือนแดนสุขาวดีแห่งนี้ ที่นี่ท่านได้ใช้วิชาทั้งบุ๋นและบู๊ต่อกรกับภิกษุหลายรูปของฝ่ายพุทธจนได้รับชัยชนะ จนสามารถยึดเขาแห่งนี้มาเป็นที่พำนักสืบมา เขาบู๊ตึ๊งได้กลายมาเป็นแหล่งฝึกวิชาและเข้าฌานของนักพรตลัทธิเต๋าหลายสำนักมาหลายยุคหลายสมัย และยังเป็นที่กำเนิดสุดยอดวิชากังฟูที่โด่งดังตามที่เราเคยคุ้นหูคุ้นตาในนิยายกำลังภายในด้วย เขตโบราณสถานบนเขาบู๊ตึ๊ง มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 321 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยส่วนที่เป็นหมู่ตึกโบราณซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และส่วนที่เป็นทิวทัศน์ธรรมชาติ อาทิ สระน้ำ, บ่อน้ำพุร้อน, ถ้ำ, หน้าผาและยอดเขารวมกว่าร้อยแห่ง สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ ยอดเขาทั้งหลายได้หันเหเข้าหากันที่จุดศูนย์รวมดั่งกลีบดอกบัวสวรรค์ และในปี ค.ศ. 1997 ได้รับรางวัลมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากองค์การยูเนสโก้ ยอดเทียนจู้ ยอดเขาที่สูงที่สุด (สัญลักษณ์ของเขาบู๊ตึ้ง) มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,612 เมตร เป็นที่ตั้งของวิหารใหญ่แห่งศาสนาเต๋า จินเตี้ยน (วิหารทอง) สร้างขึ้นเมื่อปีที่ 14 (ค.ศ.1416)ในรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ แห่งราชวงศ์หมิง มีความสูง 5.5 เมตร กว้าง 5.8 เมตร ซึ่งเป็นตำหนักที่เชื่อกันว่าจะนำแต่โชคลาภมาให้ ภายในวิหารงามวิจิตรด้วยลวดลายบนเสาเอกและเพดานประดับมุข เป็นที่ประดิษฐานรูปสำริดของเทพเจ้าเจินอู่(เสวียนอู่) น้ำหนัก 10 ตัน ด้านนอกวิหาร เป็นกำแพงเมืองจื่อจินเฉิง มีความยาว 1,500 เมตร ก่อขึ้นเป็นรูปทรงภูเขานอกจากนี้ยังมีพระราชวังจื่อเซียว ที่สร้างขึ้นในสมัยหย่งเล่อ ปีที่ 11 (ค.ศ.1413) ที่สามารถอนุรักษ์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดมาจนถึงวันนี้
 
 

กลุ่มโบราณสถานพระราชวังโปตาลาในลาซา / Historic Ensemble of the Potala Palace, Lhasa

potala01
 
พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่ที่กรุงลาซา เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน พระราชวังแห่งนี้อยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,600 เมตร บนที่ราบสูงทิเบต พระราชวังซึ่งเป็นทั้งป้อมปราการ และ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 17 บนที่ตั้งปราสาทในสมัยพระเจ้าสองสันกัมโป ปราสาทถูกทำลายและสร้างใหม่หลายครั้งหลายคราว จนถึงทะไลลามะองค์ที่ 5 ใน ค.ศ. 1617 - 82 มีพระบัญชาให้สร้างปราสาทนี้ในลักษณะของวังซ้อนวัง พระราชวังวงนอกเรียกว่า วังขาว เพราะทาสีขาว สร้างเสร็จเมื่อ ค.ศ. 1648 พระราชวังชั้นในเรียกว่า วังแดง ได้ชื่อตามผนังที่ทาสีแดง ซึ่งสร้างที่หลังวังขาวเกือบ 50 ปี พระราชวังโปตาลามีระเบียงที่มีภาพเขียนสีเรียงซับซ้อน มีทั้งบันไดไม้บันไดหิน มีห้องสวดมนต์ที่ตกแต่งสวยงาม มีรูปเคารพเกือบสองแสนองค์ ปัจจุบันพระราชวังโปตาลากลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสถานสักการะ ภายในวังขาว มีสำนักงาน โรงเรียนศาสนา ส่วนวังแดงเป็นส่วนที่ยังใช้ประกอบพิธีกรรมอยู่ เป็นศูนย์รวมใจของโปตาลา
กลุ่มโบราณสถานในลาซาที่ได้รับเป็นมรดกโลกได้แก่ พระราชวังโปตาลา (ลงทะเบียนเมื่อปี ค.ศ.1994) วัดโจคัง หรือ วัดต้าเจา (ลงทะเบียนเมื่อปี ค.ศ.2000) พระราชวังโนบูลิงคา (ลงทะเบียนเมื่อปี ค.ศ.2001)
 
 

สถานที่พักร้อนและหมู่วัดในเฉิงเต๋อ / Mountain Resort and its Outlying Temples, Chengde

chengde01
 
สถานที่พักร้อนและหมู่วัดในเฉิงเต๋อ คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองเฉิงเต๋อ มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน สถานที่พักร้อนแห่งนี้หมายถึงวังฤดูร้อนบนเขาของราชวงศ์ชิงที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1703 ซึ่งมีวัตถุประสงค์อีกสิ่งคือเป็นที่ประทับของพระราชวงศ์จีนในคราเสด็จไปเมืองเฉิ่นหยาง เมืองหลวงเก่า ส่วนหมู่วัดที่หมายถึงนี้คือหมู่วัดบนเขาที่สร้างด้วยการผสมสถาปัตยกรรมระหว่างทิเบตกับจีน
พระราชวังฤดูร้อนเฉิงเต๋อ กินอาณาเขตกว้างใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาและสวนป่า โดยพื้นที่ 4 ใน 5 ส่วนเป็นภูเขา มีชื่อเสียงในความเป็น ‘สวนท่ามกลางขุนเขา และขุนเขาท่ามกลางสวน’ เขตพระราชวังแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นพระราชวังและอุทยาน ซึ่งได้ใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศลักษณะต่างๆ อาทิ ยอดเขา เชิงเขา ลำธารระหว่างซอกเขา ฯลฯ จัดแต่งทิวทัศน์ขึ้นเพิ่มเติมเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ภายในรั้วพระราชวังยังเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างโบราณสมัยราชวงศ์ชิง ที่โดดเด่นที่สุด คือเก๋งจีน 2 หลังบนยอดเขา ชื่อว่า ‘เก๋งภูเขาใต้ซับหิมะ’ (หนันซันจีเสี่ยว) และ ‘เก๋งภูเขาเมฆสี่ทิศ’ (ซื่อเมี่ยนหยุนซัน) อาณาเขตนอกพระราชวังยังล้อมรอบด้วยวัดวาอารามน้อยใหญ่ ที่มีความงามทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมาย เขตว่าราชการและที่ประทับของจักรพรรดิ ทั่วอาณาบริเวณของพระราชวังฤดูร้อนเฉิงเต๋อ ด้านตะวันตก-ออกเต็มไปด้วยลำธารสายน้ำ ส่วนด้านเหนือ-ใต้ก็เต็มไปด้วยภูเขา ลักษณะโครงสร้างทางภูมิศาสตร์ที่มีภูเขาเป็นพื้นฐาน เอื้อประโยชน์อย่างมากต่อการจัดสรรพื้นที่ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยทัศนียภาพหลากหลายรูปแบบ ส่วนการปลูกสร้างภายในเขตพระราชฐานนั้น ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่าด้วยความเรียบง่าย และอุทยานที่จัดแต่งเป็นกลิ่นอายบรรยากาศป่าเขาก็ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนภาพย่อส่วนของทิวทัศน์ธรรมชาติในประเทศจีนเลยทีเดียว
 
 

ศาลและสุสานขงจื๊อรวมทั้งคฤหาสน์ของตระกูลขงที่ชูฟู่
Temple and Cemetery of Confucius and the Kong Family Mansion in Quf

kongmiao01
 
ศาลและสุสานขงจื๊อรวมทั้งคฤหาสน์ของตระกูลขงที่ชูฟู่ คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองชูฟู่ มณฑลซานตง ประเทศจีน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1021 (ค.ศ. 478) เพื่อระลึกถึงขงจื๊อ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีน
หมู่อาคารและสิ่อก่อสร้างทั้งหลายนี้ได้ถูกทำลายและสร้างขึ้นเพิ่มเติมใหม่เรื่อยมาในช่วงระยะเวลาอันยาวนาน
สิ่งก่อสร้างศาลขงจื๊อ เมื่อแรกสร้างนั้นมีอาคารเพียงแค่ 3 หลัง แต่พระจักรพรรดิสมัยต่างๆ ของจีนได้ขยายศาลเรื่อยมา กระทั้งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 จักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งสมัยราชวงศ์ชิง ได้โปรดให้บูรณะศาลขงจื๊อขนานใหญ่จนทำให้ตัวศาลมีขนาดใหญ่เท่าสภาพในปัจจุบัน
เป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณที่เพียงแต่ มีขนาดเล็กกว่าพระราชวังต้องห้าม ในกรุงปักกิ่งเท่านั้น
สุสานของขงจื๊อและตระกูลขง เป็นเขตสุสานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอายุใช้นานที่สุดในโลกในปัจจุบัน มีสุสานลูกหลานตระกูลขงกว่า 1 แสนสุสาน คฤหาสน์ขงจื๊อสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง
ศาลขงจื๊อ สุสาน และคฤหาสน์ของตระกูลขง ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "ศาลและสุสานขงจื๊อรวมทั้งคฤหาสน์ของตระกูลขงที่ชูฟู่" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อปี ค.ศ.1994 ที่ภูเก็ต ประเทศไทย
 
 

อุทยานแห่งชาติเขาหลูซาน / Lushan National Park

lushan01
lushan02
 
เขาหลูซานได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "อุทยานแห่งชาติเขาหลูซาน" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 20 เมื่อปี พ.ศ. 2539 ที่เมืองเมรีดา ประเทศเม็กซิโก
เขาหลูซาน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซี ประเทศจีนเป็นหนึ่งในสถานที่ศูนย์กลางทางจิตวิญญาณทั้งศาสนาพุทธ ลัทธิขงจื๊อ และเต๋าของวัฒนธรรมจีน
หลูซาน เป็นเทือกเขาที่ได้ชื่อว่า "ลึกลับ งดงาม พิสดาร และยิ่งใหญ่" ตั้งอยู่ใต้แม่น้ำแยงซีเกียง ทางตอนเหนือของมณฑล เจียงซี มีทะเลสาบปอหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจีน อยู่ทางทิศตะวันออก และในบรรดายอดเขากว่า 100 ยอด ในเทือกเขาแห่งนี้ ยอดเขาต้าฮั่นหยางมีความสูงที่สุด ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,474 เมตร มีพื้นที่ป่าปกคลุมถึง 76.6% อุดมด้วยพืชพรรณธรรมชาตินานาพันธุ์ และยังเป็นแหล่ง อาศัยของสัตว์ปีก 171 ชนิด สัตว์จำพวกแมลงกว่าหลายพันชนิด แหล่งธรรมชาติบนเขาหลูซาน อาทิ ยอดเขาที่ถูกค้นพบมา แต่ครั้งอดีต 100 กว่ายอด ถ้ำ ผาสูง หุบเหวลึก น้ำตก ลำธาร ทะเลสาบ ร่องรอยภูเขาน้ำแข็งยุคเก่า ตลอดจนเขาหินพิสดารกว่า 100 แห่งทั่วอาณาบริเวณ รวมบริเวณโดยรอบนอกเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลูซานกว่า 300 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเขตทิวทัศน์ 12 เขต และจุดชมวิวเกือบ 230 จุด ได้เข้าสู่บัญชีรายชื่อมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ. 1996
ที่เขาหลูซาน ทัศนียภาพในฤดูกาลต่างๆ มหัศจรรย์น่าพิสมัย เพราะมีทะเลสาบและแม่น้ำหลายสายไหลเวียนวนอยู่โดยรอบภูเขา ทำให้อากาศเย็นชุ่มฉ่ำ แม้ยามหน้าแล้ง เมื่อถึงฤดูฝนจะปกคลุม ด้วยไอเมฆละอองหมอก นำความชุ่มชื้นมาสู่บริเวณนี้ตลอดปี ยอดเขาสูงบนเขาหลูซาน ยังถูกปกคลุมด้วยทะเลหมอกถึง 191 วัน นับเป็นทิวทัศน์ที่งดงามตระการตา นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกควงหลู ที่ถูกค้นพบเมื่อสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ตั้งอยู่ทางตอนล่างของยอดเขา อู่เหล่า เป็นน้ำตก 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้น มีทัศนียภาพแตกต่างกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่แขก ผู้มาเยือนเขาหลูซานจะต้อง ไม่พลาดมาชมความงามที่นี่
สวนพฤกษชาติหลูซานที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 1934 นับเป็นสวนพฤกษชาติที่มีประวัติยาวนานที่สุดของจีน น่าเที่ยวน่าชมมากสวนนี้แบ่งออกเป็นหลายเขตด้วยกัน เช่น เขตต้นไม้ เขตเรือนกระจกเขตพันธุ์พืชตามบึง เขตปลูกชาและเขตต้น สมุนไพรมีไม้ดอกไม้ประดับจำนวนมากปลูกไว้ให้ชมด้วย
หลูซานมีคฤหาสน์ที่แสดงสถาปัตยกรรมการก่อสร้างของ18ประเทศ มากกว่า1,000หลังแล้ว คฤหาสน์เหล่านี้บ้างตั้งตระหง่านอยู่บนยอด เขาเขียวบ้างตั้งอยู่ริมธารน้ำ ท่ามกลางสีเขียวอ่อนของฤดูใบไม้ ผลิคฤหาสน์เหล่านี้มีความงดงามตระการตาอย่างยิ่ง คฤหาสน์ต่าง ๆที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ตามภูเขานับเป็นทิวทัศน์ที่น่าชมอีกอย่างหนึ่งของ หลูซาน นับตั้งแต่บาทหลวงชาว อังกฤษก่อสร้างคฤหาสน์พักร้อนหลังแรกอยู่ที่นี่จนถึงปัจจุบัน
 
 

เมืองโบราณผิงเหยา / Ancient City of Ping Yao

pingyao01
 
เมืองเก่าผิงเหยา เป็นเมืองหนึ่งในมณฑลชานซี อยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ 715 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมืองไท่หยวน เมืองเอกของมณฑล 80 กิโลเมตร ในสมัยราชวงศ์ชิง ผิงเหยาเป็นศูนย์กลางทางการเงินของจีน มีชื่อเสียงมาจากกำแพงเมืองโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี และได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก
ผิงเหยายังคงมีโครงสร้างของเมืองเช่นเดียวกับสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ภายในเมืองและบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของโบราณสถานมากกว่า 300 แห่ง มีอาคารบ้านเรือนสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงเกือบ 4,000 หลังได้รับการอนุรักษ์ให้คงลักษณะเช่นเดิม ถนนต่างๆยังคงมีลักษณะเช่นเดียวกับสมัยโบราณ
ใน ปี ค.ศ.1986 รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองผิงเหยาเป็นเมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำชาติ และต่อมาในปี ค.ศ.1997 องค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนเมืองผิงเหยาให้เป็นมรดกโลก
กำแพงเมืองผิงเหยาสร้างขึ้นในปีที่ 3 ของรัชสมัยหงหวูฮ่องเต้ (ค.ศ. 1370) มีประตูเมืองอยู่ 6 ประตู โดยกำแพงด้านทิศเหนือและทิศใต้มีประตูด้านละ 1 ประตู ส่วนด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมีด้านละ 2 ประตู ทำให้กำแพงเมืองมีลักษณะเหมือนเต่า ตัวกำแพงสูงประมาณ 12 เมตร ความยาวโดยรอบ 6,000 เมตร นอกกำแพงมีคูเมืองกว้าง 4 เมตร และลึก 4 เมตร บนกำแพงมีป้อมปราการตั้งที่มุมกำแพงทั้งสี่ และหอสังเกตการณ์ 72 หลังเมื่อ ค.ศ. 2004 กำแพงเมืองด้านทิศใต้ส่วนหนึ่งพังลง แต่ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมจนเรียบร้อย ขณะที่กำแพงส่วนอื่นๆยังคงทนแข็งแรงอยู่ ถือได้ว่าเป็นกำแพงเมืองโบราณที่ยังสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ทำให้กำแพงเมืองนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญในเมืองมรดกโลกแห่งนี้
 
 

เมืองเก่าลี่เจียง / Old Town of Lijiang

lijiang01 wh_12a
 
 
ลี่เจียง เป็นเขตการปกครองที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นเขตเมืองและเขตชนบททางตะวันตกเฉียงเหนือของ
มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีจำนวนประชากรราว 1,100,000 คน มีย่านเมืองเก่าลี่เจียงที่มี
ชื่อเสียงมาก ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เมืองเก่าต้าเหยียน (Dayan old town)
พื้นที่ของเมืองลี่เจียงประกอบด้วยไปด้วยเขต 1 เขต (เขตเมืองเก่า) และ 4 ตำบล รวมทั้งย่านเมืองใหม่ลี่เจียง
เมืองเก่าต้าเหยียน เมืองเก่าซูเหอ เมืองเก่าไป๋ซา และบางส่วนของช่องเขาเสือกระโจน
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
1.ภูเขาหิมะมังกรหยก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง เป็นภูเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล โดยเฉลี่ย 4,000 เมตร เนื่องจากมียอดเขา 13 ยอดเรียงต่อกัน และปกคลุมด้วยหิมะ มีลักษณะคล้ายมังกร จึงถูกเรียกว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก
2.สระน้ำมังกรดำ (Heillongtan, Black Dragon Pool) หรือที่รู้จักกันว่า สวนยู้วฉวน (Yuquan)ตั้งอยู่ในตัวเมืองลี่เจียง ห่างจากตัวเมืองเก่าลี่เจียงไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,390 ตารางเมตร สระน้ำมังกรดำมีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีการสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และน่าซี ไว้ด้วยกัน
3.โค้งแรกแม่น้ำแยงซี (Changjiangdiyiwan) ห่างจากเมืองเก่าลี่เจียง 53 กิโลเมตร เกิดจากแม่น้ำแยงซี (หรือที่คนจีนเรียกว่า แม่น้ำฉางเจียง) ที่ไหลลงมาจากที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต มากระทบกับภูเขาไห่หลอ ทำให้ทิศทางของแม่น้ำหักโค้งไปทางทิตะวันออกเฉียงเหนือ จนเกิดเป็นโค้งน้ำที่สวยงาม
4.หุบเขาเสือกระโจน (Hutiaoxia) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางแยกของเมืองลี่เจียงและเมืองจงเตี้ยน เป็นหุบเขาในช่วงที่แม่น้ำแยงซีไหลลงมาจากจินซาเจียง (แม่น้ำทรายทอง) น้ำบริเวณนี้ไหลเชี่ยวมาก ช่วงที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 30 เมตร ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตช่องแคบนี้มีเสือกระโดดข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ เนื่องจากกลางแม่น้ำบริเวณนี้มีหินที่เรียกว่า “หินเสือกระโดด” ซึ่งก้อนหินมีความสูงกว่า 13 เมตร จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช่องแคบเสือกระโจน”
 
 

สวนโบราณ เมืองซูโจว / Classical Gardens of Suzhou

suzhou01
 
สวนโบราณเมืองซูโจว เป็นสถานที่ที่มีสวน คลอง สิ่งก่อสร้างต่างๆมากมายแบบจีนในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีนสวนโบราเมืองซูโจวมีประวัติศาสตร์มานาน 2,000 กว่าปี นับตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 6
ในยุคชุนชิวชาวเมืองซูโจวได้รู้จักการสร้างและจัดสวนมาเนิ่นนานแล้ว มาในสมัยราชวงศ์หมิงแฟชั่นสร้างสวนของซูโจวยิ่งเป็นที่นิยมไปทั่ว ส่งผลให้ปลายสมัยราชวงศ์ชิงมีสวนทั้งในและนอกเมืองซูโจวรวมอยู่ถึง 170 กว่าสวน สวนหลากหลายในเมืองซูโจว แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ สวนในที่พักอาศัย สวนในวัด และสวนชานเมือง โดยมีสวนในที่พักอาศัยเป็นพระเอก เพราะมีปริมาณมากที่สุด อีกทั้งมีกลิ่นอายของศิลปะที่ละเมียดละไมโดดเด่น แต่ทั้งหมดล้วนสร้างสีสันและบรรยากาศให้เมืองซูโจว เมืองแห่งแม่น้ำและลำคลอง หรือ ‘ดินแดนเวนิสแห่งตะวันออก’ นี้ ยังเป็นดินแดนแห่งสวนยุคราชวงศ์หมิงและชิง ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-20 หรือ ‘เมืองแห่งสวน’
สุดยอดสวนโบราณซูโจวที่เลื่องชื่อและเป็นมรดกโลก ได้แก่
สวนจัวเจิ้ง, สวนหลิว, สวนหวั่งซือ, สวนหวั่งซือ, สวนชางลั่งถิง, สวนซือจึหลิน, สวนป่าซือจึหลิน
 
 

พระราชวังฤดูร้อนและอุทยานในกรุงปักกิ่ง / Summer Palace, An Imperial Garden in Beijing

summer_palace01
 
พระราชวังฤดูร้อน หรือ อี๋เหอหยวน ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1998 ถือว่าเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน เป็นพระราชวังอยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังหยวนหมิงหยวน ห่างจากพระราชวังต้องห้ามไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 8 กิโลเมตร
อี๋เหอหยวนมีพื้นที่ประมาณ 2.9 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเนินเขาสูง 60 เมตร มีพระตำหนักอยู่บนเนิน และทะเลสาบคุนหมิง มีเนื้อที่ประมาณ 2.2 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 3 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยทะเลสาบนี้เกิดจากการใช้แรงงานคน ขุดดินขึ้นไปถมเป็นเนินเขา สำหรับสร้างพระตำหนัก
อี๋เหอหยวนเริ่มก่อสร้างในสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ. 1115 - 1234) โดยจักรพรรดิ Hailingwang เมื่อย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ปักกิ่ง และเป็น่ที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์หยวน จนกระทั่งถึงรัชกาลของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ทรงบูรณะและสร้างพระตำหนักแห่งใหม่บนเนินเขา ในปี ค.ศ. 1749
จากนั้นได้ถูกทำลายหลายครั้งจากกองทหารต่างๆ และมีการบูรณะขึ้นมาใหม่อีกหลายครั้ง จนปี 1924 รัฐบาลจีนได้เปิดพระราชวังฤดูร้อนให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว
 
 

หอสักการะฟ้าเทียนถัน / Temple of Heaven, An Imperial Sacrificial Altar in Beijing

tiantan01
 
หอสักการะฟ้าเทียนถัน  ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน
ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1998 เป็นสถานที่สร้างขึ้นเพื่อให้กษัตริย์จีนทำพิธีบวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน รวมถึงมีจุดที่ให้กษัตริย์ยืนเพื่อสื่อสารกับสวรรค์ ส่วนใหญ่มักจะขอให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
หอสักการะฟ้าเทียนถัน สร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิง เมื่อปี ค.ศ. 1420 โดยมีชื่อว่า เทียนตี้ถัน แปลว่า หอแผ่นดินและฟ้า ต่อมาในปี ค.ศ. 153 ได้มีการสร้างหอสักการะ ตี้ถัน ขึ้น ชื่อของหอนี้จึงกลายมาเป็นเทียนถันอย่างเดียว เมื่อปี ค.ศ. 1889 ฟ้าผ่าลงมาบนหอเสียหาย และได้มีการสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1906
ตัวหอมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 32.5 เมตร และ สูง 38 เมตร โดยมิได้ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว
 
 

งานแกะสลักหินต้าจู๋ / Dazu Rock Carvings

dazu01
 
งานสลักหินต้าจู๋ คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตนครฉงชิ่ง ประเทศจีน เด่นในความงดงามของงานแกะสลักทั้งทางพุทธศาสนา ขงจื๊อ เต๋า และชีวิตผู้คนบนผาแคบๆ ที่เริ่มแกะเรื่อยมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13
หินแกะสลักที่อำเภอต้าจู๋มีความสำคัญทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านศาสนา ซึ่งไม่เพียงแต่มีงานพุทธศิลป์เท่านั้น หากยังเป็นศูนย์รวมงานศิลปะของลัทธิเต๋า และแนวคิดของสำนักปรัชญา "หรูเจีย" ของขงจื๊ออยู่ด้วย หากกล่าวว่า ถ้ำผาม่อเกาคูอันยิ่งใหญ่ที่เมืองตุนหวงมณฑลกานซู่ และถ้ำผาหยุนกั่งที่เมืองต้าถง มณฑลซานซี คือสัญลักษณ์ของงานศิลปะถ้ำยุคเริ่มแรกของจีน หินแกะสลักที่ต้าจู๋ ก็นับได้ว่า เป็นตัวแทนของศิลปะถ้ำที่อ่อนหวานนุ่มนวลในยุคหลัง ซึ่งได้รวบรวมผลงานศิลปะการแกะสลักหินของจีนในช่วงปลายคริสต์ศต วรรษที่ 9 ถึงยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ตลอดจนสะท้อนแนวคิดความเชื่อทางศาสนา และรสนิยมในสังคมสามัญชน
กลุ่มหินแกะสลักที่ต้าจู๋เป็นตัวแทนของความเชื่อในเทพเจ้าของสังคมชาวจีน โดยตลอดระยะเวลาของวิวัฒนาการในความเชื่อเรื่องศาสนาของสามัญชน ได้ถ่ายทอดออกมาในงานศิลปะทั้งในแง่ความเชื่อในพุทธศาสนา ลัทธิเต๋า และหลักคำสอนของสำนักปรัชญาขงจื๊อ ซึ่งมีทั้งที่ขัดแย้งกันและสอดคล้องกลมกลืนกัน โดยทั้งผลงานแกะสลักตามความเชื่อในลัทธิเต๋าและตามหลักคำสอนของขงจื๊อนั้น มีพื้นฐานศิลปะที่เจริญงอกงามมาจากศิลปะถ้ำแนวพุทธศิลป์ของจีน
 
 

หมู่บ้านโบราณตอนใต้ของมณฑลอานฮุย ซีตี้และหงชุน
Ancient Villages in Southern Anhui – Xidi and Hongcun

hongcun01
 
หมู่บ้านซีตี้และหงชุน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในมณฑลอานฮุย ประเทศจีน
หมู่บ้าน"ซีตี้" ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองอีเสี้ยนไปทางทิศตะวันออก 8 กิโลเมตร อยู่ห่างจากภูเขาหวงซันไม่ไกลนัก นับว่าเป็นหมู่บ้านที่มีความเก่าแก่ มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปี หมู่บ้านแห่งนี้โอบล้อมรอบด้วยความงดงามของภูเขาทั้ง 4 ด้าน มีลำธาร 2 สายจากทางเหนือและทางตะวันออกไหลมาบรรจบกันทางตอนใต้ของหมู่บ้าน ภายในหมู่บ้านมีตรอกเล็กซอยน้อยแผ่ขยายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน มีทางเดินที่ทอดตัวไปตามแนวริมลำธาร และมีถนนหนทางเดินในหมู่บ้านที่เปรียบได้เหมือนกับเป็นกระดูกสันหลังของหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้ ในหมู่บ้านมีบ้านเรือนที่ได้รับการอนุรักษ์อยู่ในสภาพสมบูรณ์ถึง 200 หลัง ที่ยังคงสภาพบ้านเรือนที่มีชีวิตเหมือนเมื่อครั้งสมัยราชวงศ์หมิง และ ชิง
หมู่บ้าน "หงชุน" ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองอีเสี้ยนไปทางทิศเหนือ10 กิโลเมตร มีประวัติศาสตร์กว่า 800 ปี ปัจจุบันหมู่บ้านหงชุนมีบ้านเรือนจำนวนกว่า 100 หลังคาเรือน ที่ยังคงรักษาสภาพบ้านเรือนโบราณสมัยราชวงศ์หมิงและชิงไว้อย่างสมบูรณ์ ได้รับการขนานนามว่า "หมู่บ้านในภาพวาดพู่กันจีน" เมื่อมองจากมุมสูงลงมายังหมู่บ้าน จะเห็นภาพรวมของหมู่บ้าน เหมือนกับโคตัวใหญ่นอนเอียงกายแนบชิดอยู่ริมลำธารหน้าภูเขาใหญ่ พอเดินเข้ามาในหมู่บ้านก็เห็นสระน้ำกลางหมู่บ้านที่เปรียบได้กับกระเพาะ มีลำธารยาวกว่า 400 เมตร ที่ไหลคดเคี้ยวไปทั่วหมู่บ้านเปรียบดั่งลำไส้ และก็มีสะพานทั้งสี่ที่สร้างขึ้นพาดผ่านแม่น้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านด้านนอกหมู่บ้าน เปรียบเสมือนกีบเท้า ซึ่งระบบการไหลเวียนของลำธารในหมู่บ้านหงชุนก่อตัวขึ้นเป็นรูปโคแบบนี้ ถือว่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของประวัติศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมของจีนที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง
 
 

สุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงและชิง / Imperial Tombs of the Ming and Qing Dynasties

ming_thumb01
 
สุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงและชิง หมายถึงสุสานจักรพรรดิจีนหลายแห่งที่ได้ร่วมกันลงทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ตั้งอยู่ในหลายมณฑลของประเทศจีน ซึ่งได้แก่ มณฑลหูเป่ย์ กรุงปักกิ่ง นครหนานจิงในมณฑลเจียงซู และมณฑลเหลียวหนิง
สุสานราชวงศ์หมิง (Ming Tomb) สถานที่เก็บพระศพจักรพรรดิราชวงศ์หมิง 13 ใน 16 พระองค์ ได้รับการสร้างขึ้นในสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิองค์ที่ 3 ของราชวงศ์หมิง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมสุสานหลวง โดยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.2003 ปัจจุบันเปิดให้เข้าชม 3 สุสานด้วยกัน ได้แก่ สุสานฉางหลิงของจักรพรรดิหยงเล่อ, สุสานติงหลิง (Dingling) ที่ฝังพระศพจักรพรรดิองค์ที่ 13 จูยี่จุน (Zhu Yijun) และสุสานเจาหลิง (Zhao Ling) ที่ฝังพระศพจักรพรรดิองค์ที่ 12 จูจื้อโฮว (Zhu Zaihou) จุดที่น่าสนใจได้แก่ “ทางเดินแห่งจิตวิญญาณ” (Spirit Way) ที่ทอดยาวไปยังสุสาน เรียงรายด้วยหินแกะสลักผู้พิทักษ์สุสาน ประกอบด้วยขุนนางและสัตว์ต่างๆ ตลอดทั้ง 2 ข้างทางเดิน และอีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาดได้แก่ “สถานที่บวงสรวงจักรพรรดิหย่งเล่อ” ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงทรัพย์สมบัติที่ขุดขึ้นมาจากหลุมฝังพระศพของจักรพรรดิว่านหลี่
 
 

ถ้ำผาหลงเหมิน / Longmen Grottoes

longmen01
 
ถ้ำผาหลงเหมิน เป็นกลุ่มถ้ำบนหน้าผา ห่างออกไปทางใต้ 12 กิโลเมตรจากเมืองลั่วหยาง ในมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ระหว่างภูเขาเซียงซานทางทิศตะวันออก และภูเขาหลงเหมินทางทิศตะวันตก หันหน้าออกสู่ริมฝั่งแม่น้ำอี้ พื้นที่บริเวณกลุ่มถ้ำมีความยาวจากทิศเหนือจรดทิศใต้ประมาณ 1 กิโลเมตร จัดว่าเป็น 1 ใน 3 แหล่งปฏิมากรรมโบราณที่ประกอบด้วย ถ้ำผาม่อเกา ถ้ำผาหลงเหมิน และถ้ำผาหยุนกัง ที่มีชื่อเสียงที่สุดในจีน
ถ้ำหินหลงเหมิน มีอายุราว 1,500 ปี เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยเว่ยเหนือ ค.ศ. 494 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง บูรณะ และต่อเติมยาวนานถึง 400 กว่าปีจนถึงยุคราชวงค์ถังและซ่ง ปัจจุบันยังคงหลงเหลือถ้ำผาแกะสลักอยู่จำนวน2,100 กว่าคูหา โพรงแท่นบูชา 2,345 ช่อง ศิลาจารึกสลักอักษรจีนและหมายเหตุบันทึกต่างๆ อีก 3,600 กว่าหลัก รวมถึงเจดีย์พุทธ 50 กว่าแห่ง พระพุทธรูปสลักมากกว่า 100,000 องค์ องค์ใหญ่สูงสุด 17 เมตร องค์เล็กสุดเพียงแค่ 2 ซ.ม.
ถ้ำผาหลงเหมินได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 24 เมื่อปี ค.ศ. 2000 เป็นถ้ำหิน 1 ใน 3 ถ้ำใหญ่ ที่มีการแกะสลักของประเทศจีน
 
 

เขาชิงเฉิงและระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยน
Mount Qingcheng and the Dujiangyan Irrigation System

dujianyan01
 
เขาชิงเฉิงและระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน
ระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยนซึ่งยังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบันนี้ได้เริ่มก่อสร้างในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 เพื่อกั้นแม่น้ำหมินและจัดการระบบน้ำในที่ราบสูงเฉิงตู
ระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยนเป็นภูมิปัญญาอีกประการหนึ่งของชาวจีน ที่สะสมงานด้านก่อสร้างและต่อสู้กับธรรมชาติมากว่า 5,000 ปี ด้วยความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติให้ได้ โดยเฉพาะการบังคับ “น้ำ” ชาวจีนเชื่อว่า ผู้ใด กำหนดน้ำได้ ผู้นั้นปกครองประเทศได้ ผลงานวิศวกรรมของชาวจีน ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามนั้นตั้งแต่ยุคโบราณ นั่นคือ เขื่อนตูเจียงเอี้ยน ที่เมืองตูเจียงเอี้ยน ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.ศ.1999 ถ้านับอายุแล้ว เขื่อนนี้สร้างมากกว่าสองพันปี ตั้งแต่ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ แสดงถึงความก้าวหน้าด้านงานโยธาโบราณที่ทดน้ำจากแม่น้ำหมินเจียงเข้าสู่ที่ราบมณฑลเสฉวน ปัจจุบันเขื่อนตูเจียงเอี้ยนยังคงใช้งานได้ดี ดังคำกล่าวที่ว่า “ทางเหนือมีกำแพงยักษ์ ทางใต้มีระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยน 2 สิ่งมหัศจรรย์ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน” ผู้ออกแบบก่อสร้าง คือ ท่านหลีปิง ผู้ปกครองมณฑลเสฉวนขณะนั้น ท่านเจ้าเมืองได้เดินทางไปตรวจดูงานในเมืองเฉินตู   พบว่าเมืองนี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่มักจะเกิดภัยน้ำท่วม ปริมาณน้ำในฤดูน้ำหลาก ไหลบ่าท่วมไร่นาเสียหาย ท่านจึงเกิดความคิดที่จะบรรเทาทุกข์ชาวบ้าน ด้วยการสร้างเขื่อนแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ตามลักษณะการใช้งานในแนวคิดแบบ “จระเข้ขวางคลอง” คือ ส่วนหัวเขื่อนเปรียบเสมือนปากจระเข้ กลางเขื่อนคือลำตัวจระเข้ และท้ายเขื่อนคือหางจระเข้นั่นเอง เมื่อเกิดแรงปะทะของสายน้ำที่ปากจระเข้ ปากจระเข้จะแบ่งน้ำออกเป็นสองสาย ส่วนหนึ่งระบายน้ำเข้าสู่เมืองเฉินตู อีกส่วนหนึ่งจะไหลออกไปนอกเมือง น้ำที่ไหลเข้าเมืองนี้จะเพียงพอสำหรับใช้ในการเกษตร ส่วนลำตัวและหางจระเข้นั้นมีหน้าที่ระบายดินทรายและหิน ที่มากับสายน้ำให้เหลืออุดตันเขื่อนให้น้อยที่สุด
 
 

ถ้ำผาหยุนกัง / Yungang Grottoes

yungang01
 
ถ้ำผาหยุนกัง คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองต้าถง มณฑลซานซี ประเทศจีน
อยู่ห่างจากเมืองต้าถงไปทางตะวันตกประมาณ 16 กิโลเมตร ตั้งแต่มีการขุดเจาะถ้ำผาที่เชิงเขาอู่โจวซันจนกระทั่งทุกวันนี้ "ถ้ำผาหยุนกัง" ได้ผ่านกาลเวลามานานกว่า 1,500 ปีแล้ว ถ้ำผาหยุนกังใช้เวลาในการขุดเจาะถ้ำและช่องเขาทั้งที่ปรากฏเป็นคูหาใหญ่และเล็กรวมทั้งสิ้น 60 ปี อาณาบริเวณทั้งหมดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ถ้ำผาตะวันออก กลาง และตะวันตก ประติมากรรมรูปสลักนูนที่ถ้ำผาหยุนกังเกิดขึ้นจากการเจาะสกัดหินบนผนังเขา มีความยาวจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกราว 1 กิโลเมตร ประกอบด้วยถ้ำผาใหญ่ 53 คูหา และช่องเขาใหญ่น้อยซึ่งเป็นแท่นบูชาพระพุทธรูปที่สำคัญ 254 แท่น รูปสลักนูนที่ปรากฏอยู่ทั้งภายในและภายนอกมากกว่า 51,000 ชิ้น รูปสลักขนาดใหญ่สุดสูงถึง 17 เมตร เล็กสุดสูง 2 เซนติเมตรเท่านั้น รูปสลักพระโพธิสัตว์ ยักษ์ และนางฟ้าอ่อนช้อยมีชีวิตชีวา งานสลักบนยอดเจดีย์วิจิตรตระการตา
เป็นสถานที่ที่มีถ้ำน้อยใหญ่จำนวนกว่า 252 ถ้ำ ถ้ำผาแห่งนี้ได้แสดงถึงยุคทองทางพุทธศาสนาของจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 และ 6 ได้อย่างชัดเจน
ถ้ำผาหยุนกังจัดว่าเป็น 1 ใน 3 แหล่งปฏิมากรรมโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดในจีน อันประกอบด้วย ถ้ำผาม่อเกา ถ้ำผาหลงเหมิน และถ้ำผาหยุนกัง
 
 

เมืองหลวงและสุสานของอาณาจักรโกคูรยอโบราณ
Capital Cities and Tombs of the Ancient Koguryo Kingdo

wh_021a
 
เมืองหลวงและสุสานของอาณาจักรโกคูรยอโบราณ คือแหล่งมรดกโลกที่ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีในเมือง
3 เมือง ได้แก่ เมืองอู๋หนิ่ว ในมณฑลเหลียวหนิง เมืองกั๋วเน่ย (กุกแนซง - ตามภาษาเกาหลี) และหวันตู (ฮวันโด -
ตามภาษาเกาหลี) ในมณฑลจี๋หลิน และสุสานอีก 40 แห่ง ซึ่งเป็นของราชวงศ์ 14 แห่ง และขุนนาง 26 แห่ง ทั้งหมดแสดงถึงร่องรอยวัฒนธรรมโกคูรยซึ่งได้มีอำนาจเหนือบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
และคาบสมุทรเกาหลีในช่วง 277 ปีก่อน ค.ศ. จนถึง ปี ค.ศ. ที่ 668 แหล่งโบราณคดีในเมืองอู๋หนิ่วได้ทำการขุด
ค้นไปเพียงเล็กน้อย ส่วนเมืองกั๋วเน่ย ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองจี๋หนิงในปัจจุบันนั้นได้ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงรอง หลังจากเมืองหลวงของโกคูรยอได้ย้ายไปตั้งที่กรุงเปียงยาง และสำหรับเมืองหวันตู หนึ่งในเมืองหลวงของอาณาจักรโกคูรยอนั้น ได้มีร่องรอยของพระราชวังและสุสานจำนวนกว่า 37 แห่ง
 
 

ศูนย์ประวัติศาสตร์มาเก๊า / The Historic Centre of Maca

macao01
 
ศูนย์ประวัติศาสตร์มาเก๊า หมายถึงสิ่งก่อสร้างและจตุรัสต่างๆ กว่า 20 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า
และได้รับจดทะเบียนเป็นมรดกโลก สิ่งก่อสร้างส่วนมากที่เป็นมรดกโลกนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นการ
ผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมของเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสกับวัฒนธรรมตะวันออกแบบจีน
สถานที่สำคัญๆ ที่ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลก
วัดอาม่า (Templo de A-Má)
อาคารสำนักงานการท่า(Quartel dos Mouros)
บ้านแมนดาริน(Casa da Cheang, Casa do Mandarim)
มหาวิหารนักบุญยอเซฟ (Seminário e Igreja de São José)
โรงละครดอมเปโดรที่ 5 (Teatro de Pedro V)
หอสมุดรอเบิร์ต โฮ ตุง (Biblioteca Sir Robert Ho Tung)
โบสถ์นักบุญลอร์เรนซ์ (Igreja de São Lourenço)
โบสถ์นักบุญออร์กัสติน (Igreja de Santo Agostinho)
โบสถ์นักบุญโอมิงโก(Igreja de São Domingos)
โบสถ์เซนต์ปอล(Ruínas da Antiga Catedral de São Paulo)
โบสถ์นักบุญอันโตนิโอ (Igreja de Santo António)
กำแพงเมืองเก่า(Troço das Antigas Muralhas de Defesa)
ป้อมปืน (Fortaleza do Monte)
สวนกาซา (Casa Garden)
สุสานโปรเตสแตนด์ (Cemitério Protestante)
ป้อมกียา (Fortaleza da Guia)
จตุรัสลีเลา (Largo do Lilau)
จตุรัสนักบุญออร์กัสติน (Largo de Santo Agostinho)
จตุรัวเซนาด (Largo do Senado)
จตุรัสกุหลาบ(Largo do Pagode da Barra)
จตุรัสใหญ่ (Largo da Sé)
จตุรัสนักบุญโดมิงโก(Largo do São Domingos)
 
 

ยินซู / Yin Xu

yinxu01
 
ยินซู คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของราชวงศ์ซาง โดยเป็นเมืองหลวงอยู่ 225 ปี มีจักรพรรดิปกครองอยู่ 12 พระองค์
เมืองหลวงเก่าแห่งนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของสิ่งที่เป็นไปในยุคทองของอารยธรรมจีนยุคสำริด สุสานหลวงและพระราชวังที่เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมจีน และกระดูกคำทำนายที่จารึกด้วยตัวอักษรจีนโบราณ ที่บ่งบอกเกี่ยวกับวัฒนธรรม และสถานะทางสังคมของคนในยุคนั้นนับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้ขุดค้นพบในเมืองนี้
ยินซู (จีน: 殷墟; พินอิน: Yīnxū) คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของราชวงศ์ซาง โดยเป็นเมืองหลวงอยู่ 225 ปี มีจักรพรรดิปกครองอยู่ 12 พระองค์
ยินซูได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 30 เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย
 
 

ไคผิงเตียวโหลวและหมู่บ้าน / Kaiping Diaolou and Villages

kaiping01
 
 
ไคผิงเตียวโหลวและหมู่บ้าน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองไคผิง และเมืองใกล้เคียง ในมณฑลกวางตุ้ง
ประเทศจีน เป็นหอสูงหลายชั้นสร้างจากคอนกรีตเสริมแรง ซึ่งในปัจจุบันมีตัวหอเหลืออยู่ในเมืองไคผิงประมาณ
1,833 หอ และประมาณ 500 หอในเมืองไถซาน งานก่อสร้างหอนั้นมีมาตั้งแต่สมัยปลายราชวงศ์หมิง วัถุประสงค์เพื่อต่อต้านของผู้รุกรานซึ่งก็คือชาวจีนแคะ แต่ยุคทองของการสร้างหอคอยดังกล่าวนี้เริ่มในช่วงกลาง
คริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวจีนจำนวนมากเริ่มอพยพไปตั้งรกรากทางฝั่งตะวันตกของอเมริกาในยุคตื่นทอง โดยไปทำงานเป็นคนงานในเหมืองหรือก่อสร้างทางรถไฟ แต่เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงประมาณก่อนสงครามโลก ชาวจีนส่วนหนึ่งได้เดินทางกลับบ้าน และอีกส่วนหนึ่งได้ส่งเงินกลับ พวกเขาจึงซื้อที่ดินแล้วสร้างอาคารแปลกตาตามสถาปัตยกรรมที่เขาได้พบเห็นในต่างประเทศผสานกับ
สถาปัตยกรรมจีน ในช่วงที่มีการก่อสร้างมากสุดคือตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) ถึง ปี พ.ศ. 2474
(ค.ศ. 1931) มีการสร้างหอถึง 1,648 หอ คิดเป็นเกือบร้อยละ 90 ของจำนวนหอทั้งหมด
 
 

บ้านดินถู่โหลว / Fujian Tulou

tulou01
 
ฝูเจี้ยนถู่โหลว หรือ บ้านดินแห่งฝูเจี้ยน คือแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี ค.ศ.2009 ตั้งอยู่ในเขตภูเขา มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เป็นอาคารรูปทรงวงแหวนหลายชั้นที่สร้างจากดินของชาวจีนแคะ ซึ่งที่ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้มีจำนวน 46 หลัง ลักษณะโครงสร้างของถู่โหลวภายในเป็นไม้ไผ่สาน พอกทับด้วยดินเหนียว ลักษณะทั่วไปของบ้านดินจะมีรูปทรงเลขาคณิตที่แปลกตาทั้งทรงกลม และสี่เหลี่ยม บริเวณตรงกลางเปิดโล่งมีโครงสร้างอาคารที่สลับซับซ้อน มีจำนี พวนห้องราว 100-200 ห้อง มีห้องครัวและห้องอาหารอยู่ชั้นแรก ชั้นที่สองเป็นเก็บพืชผลทางการเกษตรและห้องรับแขกที่มีมากถึง 35 ห้อง ชั้นที่สามและสี่เป็นห้องนอน นอกจากนั้นยังมีห้องสำหรับจัดพิธีสำคัญๆ ของบ้านอีก เช่น งานแต่งงาน งานมงคลต่างๆ บ้านดินถู่โหลวกระจายอยู่ในเขตภูเขาด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งได้มีการสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ มีการรักษาและสืบทอดจนถึงยุคปัจจุบัน มีอายุกว่า 800 ปี บ้านดินถู่โหลว ทั้งหมดสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 20 อาคารแต่ละหลังสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่า 800 คน
 
 

เขาอู่ไถ / Mount Wutai

wutai01
 
อู่ไถซาน หรือ เขาอู่ไถ คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตภูเขา มณฑลชานซี ประเทศจีน เป็นหนึ่งในสี่ภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาของจีน (ประกอบด้วยอู่ไถซาน จิ่วหัวซาน เอ๋อเหมยซานหรือง้อไบ๊ และผู่ถัวซาน) ณ อู่ไถซานแห่งนี้เป็นที่สถิตอยู่ของพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ ธรรมราชกุมารในคติของพระพุทธศาสนามหายาน
อู่ไถซาน อยู่ทางใต้ของเมืองต้าถง หนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนพุทธ ซึ่งพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างนิยมไปแสวงบุญ อู่ไถซานมีวัดมากมายกว่า 200 วัด ตั้งอยู่ใจกลางซึ่งแวดล้อมไปด้วยป่าทิวเขาใหญ่น้อยซึ่งมีทัศนียภาพบรรดายอดเขาทั้งหมดของอู่ไถซานนั้น ยอดที่สูงที่สุดจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,058 เมตร โดยยอดที่สำคัญที่สุดก็คือ ยอดเหนือ สูงจนถูกยกให้เป็นหลังคาของจีนตอนเหนือ
อู่ไถซานได้ชื่อเป็นหนึ่งในสี่ยอดภูพุทธจริงๆ เพราะ ตัวเลขบอกว่า ในบริเวณเขาทั้ง 5 ลูกนี้มีวัดพุทธอยู่มากถึง 47 แห่ง โดยแบ่งเป็น ส่วนในอ้อมกอดของเทือกเขา 39 แห่ง และด้านนอก อีก 8 แห่ง
 
tab_world_heritage_2
 
 

ภูมิทัศน์แห่งหวงหลงและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
Huanglong Scenic and Historic Interest Are

huanglong01
wh028a
 
หวงหลง หมายถึงแหล่งมรดกโลกที่งดงามด้วยภูมิประเทศภูเขาสูงยอดปกคลุมด้วยหิมะ
อุทยานแห่งชาติหวงหลงอยู่ในอำเภอซงพันในเขตปกครองตนเองของชนเผ่าทิเบตอาป้าและเผ่าเชียง ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ของจีนติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,340 ตารางกิโลเมตร บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 5,588 เมตร
โครงสร้างทางภูมิศาสตร์ของหวงหลงมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ โดยตั้งอยู่บนขอบวงบรรจบของพื้นที่ทางธรณีวิทยาที่แตกต่างกันถึง 3 ลักษณะ ได้แก่ เขตที่ราบสูงของลุ่มน้ำแยงซี เขตทุ่งหญ้าซงพัน และเขตเทือกเขาฉินหลิ่ง (เส้นแบ่งเหนือใต้ทางธรรมชาติของจีน) นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตที่ราบสูงชิงจั้งในทิเบตและที่ราบต่ำในเสฉวน ก่อให้เกิดภูมิทัศน์แบบขั้นบันได ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลักษณะทางธรณีวิทยาดังกล่าว ส่งผลให้หวงหลงกลายเป็นช่วงแนวเขาสุดท้ายและเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาเทือกเขาสูงจากภาคตะวันตก ก่อนจะเข้าสู่เขตที่ราบลุ่มภาคกลางของจีน ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพที่น่าตื่นใจของ หุบเหวลึกนับพันเมตร ยอดเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี โตรกธารน้ำแข็งนับร้อยพันสายที่เลาะเลี้ยวไปตามหุบเขาทุกหนแห่ง อันเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ 3 สายของจีน ได้แก่ ลำน้ำฝูเจียง หมินเจียง และเจียหลิง (ก่อนบรรจบกันเป็นแม่น้ำแยงซีเกียง) ระหว่างเส้นทางธรรมชาตินี้ ยังมีแนวหินปะการังที่เกิดจากการสะสมของแคลเซี่ยมหรือหินคาร์สท์ (Kast) ที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในโลก ปกคลุมอยู่ตลอดแนวสันเขา ผ่านเส้นทางของน้ำตกสายต่างๆ บ้างกลายเป็นสระน้อยใหญ่ ที่รองรับน้ำใสเย็น แล้วส่งผ่านลงมาเป็นชั้นๆ อันเป็นสัญลักษณ์เลื่องชื่อของอุทยานแห่งนี้
ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน นอกจากความสวยงามทางด้านภูมิทัศน์แล้ว ความหลากหลายทางระบบนิเวศ ทั้งทางกายภาพ เช่น น้ำตก และน้ำพุร้อน หรือชีวภาพ แพนด้าและลิงจมูกเชิด ยังสามารถพบเห็นได้ ณ ที่นี่อีกด้วย
หวงหลงได้จดทะเบียนร่วมกันเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 เมื่อปี ค.ศ. 1992 ที่เมืองซานตาเฟ่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
 

ภูมิทัศน์แห่งหุบเขาจิ่วจ้ายโกวและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
Jiuzhaigou Valley Scenic and Historic Interest Area

jiu01
 
หุบเขาจิ่วจ้ายโกว ความหมาย หุบเขาเก้าหมู่บ้านเป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อเสียงจากน้ำตกหลายระดับชั้นและทะเลสาบที่มีสีสันงดงาม และได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2535 สภาพทางภูมิศาสตร์จิ่วจ้ายโกวตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเทือกเขาหมินซาน ห่างจากเมืองเฉิงตูไปทางเหนือ 330 กิโลเมตร ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทศมณฑล Nanping ในเขตปกครองตนเองชนชาติทิเบตและเชียงอาป้า ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน ใกล้เขตแดนของมณฑลกานซู
บริเวณหุบเขามีพื้นที่อย่างน้อย 240 ตารางกิโลเมตร ขณะที่องค์กรด้านการอนุรักษ์บางแห่งกำหนดให้มีพื้นที่ 600-700 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่กันชนเพิ่มเข้ามา 400 - 600 ตารางกิโลเมตร ระดับความสูงจะแตกต่างไปตามแต่ละพื้นที่ โดยมีทั้งพื้นที่ที่มีความสูง 1,998 - 2,140 เมตร (ที่ปากทางเข้าหุบเขาซูเจิ้ง) ไปจนถึง 4,558 - 4,764 เมตร (บนภูเขา Ganzigonggai ที่ส่วนยอดสุดของหุบเขา Zechawa)
สภาพอากาศในหุบเขาจัดว่าหนาวเย็น ตลอดปีมีอุณหภูมิเฉลี่ย 7.2 °C เดือนมกราคม -1 °C และเดือนกรกฎาคม 17 °C ปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปี 661 มิลลิเมตร โดยเป็นปริมาณระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมราว 80%
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์พื้นที่อันห่างไกลแห่งนี้มีชาวทิเบตและเชียงตั้งรกรากอยู่มานานหลายศตวรรษ แต่ไม่ได้มีการสำรวจอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปี พ.ศ. 2515 มีการทำธุรกิจตัดไม้อย่างหนักจนถึงปี พ.ศ. 2522 ซึ่งรัฐบาลจีนได้สั่งห้ามกิจการดังกล่าว และประกาศพื้นที่นี้เป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2525 จนกระทั่ง พ.ศ. 2527 จึงได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยการวางกฎระเบียบและสถานที่ต่างๆภายในอุทยานเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2531 และในปี พ.ศ. 2535 องค์การยูเนสโกได้ประกาศพื้นที่นี้ให้เป็นมรดกโลก และเป็น World Biosphere Reserve ใน พ.ศ. 2540
 
 

ภูมิทัศน์แห่งอู่หลิงหยวนและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
Wulingyuan Scenic and Historic Interest Are

zhangjiajie01
wh_30a
 
อู่หลิงหยวน คือชื่อเรียกบริเวณอนุรักษ์ทางธรรมชาติของจีนหลายแหล่งรวมกันที่มีทั้งความงดงามทางธรรมชาติแ
ละประวัติศาสตร์จนได้รับประกาศให้เป็นมรดกโลก ตั้งอยู่ในเขตเมืองจางเจียเจี้ย มณฑลหูหนาน มีชื่อเสียงในเรื่องเป็นแหล่งที่มีเสาหินควอร์ไซต์กว่า 3,100 ต้น หมู่เสาหินและยอดเขาหินทรายแหลมเล็กสูง 200 เมตรขึ้นไป ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อน แผ่กระจายดั่งท้องทุ่งเสาหินกว้างไกลสุดสายตา ทางตอนเหนือของเมืองจางเจียเจี้ย ในมณฑลหูหนัน คือทัศนียภาพแปลกตาที่สุด ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขตทิวทัศน์ธรรมชาติอู่หลิงหยวน ท่ามกลางดงยอดเขายังมีลำธารน้ำเซาะ สายน้ำตก สระน้ำซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง กอปรกับหุบเขาและชะโงกผาที่วางตัวสลับกันไปมา ก่อเกิดถ้ำหินกว่า 40 แห่ง และสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่อีก 2 สะพาน ลึกลงไปในทัศนียภาพที่แปลกตาน่ามหัศจรรย์เหล่านี้ เขตทิวทัศน์ฯอู่หลิงหยวนยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ที่น่าสนใจอีกด้วย
เขตทิวทัศน์ธรรมชาติ อู่หลิงหยวน อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างสวนป่าจางเจียเจี้ยในเมืองจางเจียเจี้ย เขตอนุรักษ์ธรรมชาติหุบเขาสั่วซี ในอำเภอฉือลี่ และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติเขาเทียนจื่อซัน ในอำเภอซางจื๋อ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 500 ตารางกิโลเมตร และล่าสุดเมื่อมีการค้นพบเขตทิวทัศน์แหล่งใหม่ ‘หยางเจียเจี้ย’ ยังได้จัดรวมเข้าไว้ในกลุ่มทิวทัศน์ธรรมชาติเหล่านี้ด้วย
อู่หลิงหยวนถูกสำรวจพบเมื่อปลายศตวรรษที่แล้ว ในยุคปี 80 ในครั้งที่ไม่เคยมีมนุษย์บุกรุกมาก่อน สถานที่นี้มีเพียงเสาหินทรายและยอดเขาประหลาด ที่พบได้ยากมากในธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ ด้วยยอดเขาสูงเสียดฟ้า 3,000 กว่ายอด ทั้งที่เป็นผาสูงชัน ยอดเขาสูง บางยอดเป็นที่ราบเรียบ กระจายอยู่ทั่วอาณาบริเวณกว่า 360 ตารางกิโลเมตร ยอดเขาเหล่านี้มีความสูงเฉลี่ย 500-1,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โครงสร้างคล้ายรูปร่างมนุษย์ บ้างคล้ายสัตว์ มีคุณลักษณะพิเศษคือ เป็นหินบริสุทธิ์เนื้อหนา ประกอบด้วยหินเขี้ยวหนุมาน 75-95% ชั้นดินหนา 520 กว่าเมตร ทิวทัศน์ธรรมชาติดังกล่าวยังเป็นร่องรอยทางธรณีที่มีคุณค่าในการศึกษาวิจัย ทางธรณีวิทยาด้วย
เขตทิวทัศน์ธรรมชาติอู่หลิงหยวนยังได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของป่ายุคดึกดำบรรพ์ ที่สมบูรณ์ เนื่องจากปรากฏไม้โบราณ อาทิ ต้นอิ๋นซิ่ง(เฮงยิ๊น) สูงเกือบ 50 เมตร กว้าง 1.59 เมตร ต้นก่ง ไม้หายากอันดับหนึ่งที่อยู่ภายใต้การอนุรักษ์ของประเทศจีน ไม้หอม และสนอู่หลิงซึ่งขึ้นกระจายอยู่ทั่วเขตนี้ สำหรับสัตว์หายากนั้น ได้แก่ ลิงกัง ซึ่งพบมากกว่า 300 ตัว จิ้งจกยักษ์ ไก่ฟ้าท้องเหลือง เสือดาว และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังกว่า 50 ตระกูล 116 ชนิด ทั้งนี้เป็นสัตว์ที่อยู่ในรายชื่อสัตว์อนุรักษ์ระดับ 1 และ 2 ของประเทศถึง 13 ชนิด
อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวนได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "ภูมิทัศน์แห่งอู่หลิงหยวนและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 เมื่อปี ค.ศ.1992 ที่เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
 

แดนน้ำสามสายในเขตคุ้มครองมณฑลยูนนาน / Three Parallel Rivers of Yunnan Protected Area

shang01
 
แดนน้ำสามสายในเขตคุ้มครองมณฑลยูนนาน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน กินอาณาบริเวณของเมืองลี่เจียง เขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต ตี๋ชิ่ง และเขตปกครองตนเองชนชาติลีซอ นู่เจียง แดนน้ำสามสายหมายถึงแม่น้ำสามสายที่มีต้นน้ำอยู่ในที่ราบสูงทิเบตและไหลขนานกันลงมา ได้แก่ แม่น้ำแยงซี แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน และนับได้ว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งบนโลกที่มีความอุดมสมบูรณ์ และความหลายหลายทางชีวภาพสูง
มรดกโลกแดนน้ำสามสายในเขตคุ้มครองมณฑลยูนนานได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.2003
 
 

ศูนย์อนุรักษ์แพนด้าเสฉวน / Sichuan Giant Panda Sanctuarie

panda01
 
ศูนย์อนุรักษ์แพนด้าเสฉวน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เป็นสถานที่เพาะพันธุ์และบ้านของหมีแพนด้ากว่าร้อยละ 30 ของหมีแพนด้าทั่วโลก สัตว์ใกล้ศูนย์พันธุ์หลากหลายสายพันธุ์อื่นๆ เช่น เสือดาวหิมะ เสือลายเมฆ และแพนด้าแดงอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วยังเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ประมาณ 5,000 ถึง 6,000 สปีชีส์ และคาดว่ามีความใกล้เคียงกับป่ายุคเทอร์เชียรี
ศูนย์อนุรักษ์มีพื้นที่ทั้งหมด 9,245 ตร. กม. กินอาณาบริเวณ 7 เขตอนุรักษ์ธรรมชาติ และ 9 อุทยานภูมิทัศน์
 
 

คาร์สต์ในตอนใต้ของจีน / South China Karst

stoneforest01
 
คาร์สต์ในตอนใต้ของจีน หมายถึงแหล่งมรดกโลกที่มีภูมิประเทศแบบคาร์สต์ ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองสือหลิน
ในมณฑลยูนนาน เมืองลี่โป ในมลฑลกุ้ยโจว และเมืองอู่หลง นครฉงชิ่ง ประเทศจีน
ภูมิประเทศแบบคาร์สต์ หมายถึง พื้นที่หินปูนที่น้ำฝนน้ำท่า ชะละลายหินออกไป มากจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ
เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ถ้ำ และ ทางน้ำใต้ดิน ที่น้ำละลาย เอาเนื้อหินปูน แทรกซึมหายลงไป
มรดกโลกภูมิประเทศแบบคาร์สต์ทางตอนใต้ของจีนได้จดทะเบียนร่วมกันเป็นมรดกโลกในการประชุม
คณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 31 เมื่อปี ค.ศ.2007
 
 

อุทยานแห่งชาติซานชิงซาน / Mount Sanqingshan National Park

shanqingshan01
 
อุทยานแห่งชาติซานชิงซาน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเจียงซี ประเทศจีน งดงามด้วยภูมิทัศน์เสาหินแกรนิต (89 เสา) และยอดเขา (48 ยอด) ที่มีรูปร่างประหลาด ยอดเขาสูงสุดคือยอดเขาหยู่จิง สูง 1,817 เมตร
ภูเขาซานชิงซาน อยู่ทางทิศตะวันออกของมณฑลเจียงซี มีรอยต่อกับอำเภอยี่ซาน โดยบนภูเขาซานชิงซาน จะมียอดเขา 3 ยอดเขา คือ ยอดเขายี่จิง,ยอดเขายี่ซีและยอดเขายี่หัว เรียงลำดับกัน
จุดเด่นของภูเขาซานชิงซานอยู่ที่ความสำคัญทางศาสนา โดยภูเขาซานชิงซานเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาเต๋า มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 1,600 ปี ซึ่งความที่ภูเขาซานชิงซานเป็นสถานที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากในด้านธรรมชาติ ทำให้ภูเขาซานชิงซานได้รับคัดเลือกจากรัฐบาลจีน ให้เป็นศูนย์เพาะพันธุ์หมีแพนด้าแห่งที่ 2 ของจีน หลังจากเขตเพาะพันธุ์หมีแพนด้าในเขตอั้วหลง มณฑลเสฉวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับภูเขาซานชิงซานเหมาะกับการเป็นศูนย์เพาะพันธุ์แพนด้าแห่งที่ 2 ของจีนนั้น เพราะว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน โดยทางการจีนได้ดูจากที่ภูเขาซานชิงซาน มีอัตราการครอบคลุมของป่าไม้สูงถึงร้อยละ 89.1%อุณหภูมิและความชื้นของธรรมชาติก็เหมาะที่จะเป็นสถานที่เติบโตของหมีแพนด้า และสิ่งสำคัญที่สุดในบริเวณเขาซานชิ่งซานอุดมไปด้วยใบไผ่ ซึ่งเป็นอาหารหลักของหมีแพนด้าด้วย
 
 

ตานเสีย / Mount Danxia

tanxia01
 
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2010 คณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสหประชาชาติจัด "ตานเสียของจีน" เข้าอยู่ใน "บัญชีรายชื่อมรดกโลก" 6 แหล่งพร้อมกัน "ตันเสียของจีน" เป็นแหล่งรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีภูมิลักษณ์ "ดันเสีย"(Danxia Landform)และสามารถแสดงกระบวนการก่อตัวของภูมิลักษณ์ "ตานเสีย" อย่างครบถ้วน ภูมิลักษณ์ตานเสีย เป็นลักษณะภูมิประเทศที่ประกอบด้วยหินผาชั้นสีแดง ก่อรูปจากหินทรายแดง ที่รวมตัวขึ้นในยุคจูราสสิกกับชอล์กขาวราว 100 ล้านปีที่แล้ว แหล่งท่องเที่ยว 6 แห่งนี้ได้แก่ ไท่หนิงของมณฑลฝูเจี้ยน ภูเขาหลางซานของมณฑลหูหนาน ภูเขาตันเสียซานของมณฑลกวางตุ้ง ภูเขาหลงหู่ซานของมณฑลเจียงซี (รวมถึงยอดเขากุยเฟิง) ภูเขาเจียงหลางซานของมณฑลเจ้อเจียง และแม่น้ำชื่อสุ่ยของมณฑลกุ้ยโจว
 
tab_world_heritage_3
 
 

เขาไท่ซาน / Mount Taishan

taishan01
 
เขาไท่ซาน คือภูเขาที่มีความสำคัญทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตเมืองไท่อาน มณฑลซานตง ประเทศจีน ยอดสูงสุดคือ ยอดจักรพรรดิหยก  มีความสูง 1,532.7 เมตร (5,028.5 ฟุต) ถ้าตามที่ทางการจีนรายงาน หรือ 1,545 เมตร (5,069 ฟุต) ถ้าตามที่นิยมกันรายงาน เขาไท่ซานได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1987
เขาไท่ซาน เป็นหนึ่งในห้าภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน อันประกอบด้วย เขาหวงซาน (มณฑลอันฮุย) เขาซงซาน (มณฑลเหอหนาน) เขาหัวซาน (มณฑลส่านซี) เขาเหิงซาน (มณฑลหูหนาน) และ เขาไท่ซาน (มณฑลซานตง)
เนื่องจากเขาไท่ซาน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของจีน พระอาทิตย์ก็ขึ้นจาก ด้านทิศตะวันออก ดังนั้น ที่ตั้งของเขาไท่ซานจึงกลายมาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อให้เกิดสรรพสิ่งต่างๆขึ้นบนโลกมนุษย์ ตามความเชื่อของชาวท้องถิ่น เขาไท่ซ่านจึงเป็นสัญลักษณ์ของฟ้าและเป็นร่างอวตารของ เทพเจ้าต่างๆ ในอดีตจักรพรรดิในประวัติศาสตร์จีนได้ใช้เป็นสถานที่ สำหรับประกอบพิธีบวงสรวง คารวะฟ้า ดิน และขุนเขา นับตั้งแต่สมัยฉิน (221-202 ก่อนคริสตศักราช) ลงมาจนถึงสมัยฮั่นและหมิง รวม 72 รัชสมัย พิธีบวงสรวงดังกล่าวนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็น ธรรมเนียมปฎิบัติมาเป็นเวลาหลายพันปี และได้ส่งต่อความเชื่อนี้ไปทั่ว สังคมศักดินาของจีน ก็เนื่องด้วยพิธีบวงสรวงของจักรพรรดิในรัชสมัยต่างๆ นี้เอง เขาไท่ซานจึงมีฐานะศักดิสิทธิ์อาจเทียบได้กับเทพเจ้าทีเดียว พร้อมกันนี้ ยังได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งสังคมที่เต็มไปด้วยความสงบ การเมืองที่มีความมั่นคง ประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองและชนชาติที่มี ความสามัคคีปรองดองกัน ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า "เมื่อไท่ซานสงบ ทั่วประเทศก็มีความสงบ"
 
 

เขาหวงซาน / Mount Huangsha

huangshan01
wh_37b
wh_37a
 
เขาหวงซาน เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อเสียงมาจากทิวทัศน์ที่งดงามของยอดเขาหินแกรนิตและต้นสนหวงซานรูปร่างแปลกตา และภาพของหมอกและเมฆที่ลอยอยู่ใกล้ยอดเขา บริเวณเทือกเขายังมีน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อนธรรมชาติอีกมากมาย เนื่องมาจากความงดงาม จึงมักจะปรากฏภาพของเทือกเขาหวงซานอยู่ในภาพเขียนจีน หรือปรากฏชื่อในวรรณกรรมอยู่บ่อยครั้ง ปัจจุบันนี้ องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเทือกเขาหวงซานเป็นมรดกโลก และยังจัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งในจีน
ตำแหน่งที่ตั้งในสาธารณรัฐประชาชนจีนเขาหวงซานประกอบไปด้วยยอดเขาจำนวนมาก มียอดภูเขาที่มีชื่อ 72 ยอด [1] และมีอยู่ 77 ยอดที่มีความสูงมากกว่า 1,000 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด 3 อันดับแรกในเทือกเขาคือ ยอดเขาเหลียนหัว เหลียนหัวเฟิง ยอดเขาดอกบัว มีความสูง 1,864 เมตร) ยอดเขากวงหมิง ยอดเขาสว่าง มีความสูง 1,840 เมตร) และ ยอดเขาเทียนตู่ เทียนตู่เฟิง แปลว่า ยอดเขาเมืองหลวงแห่งสวรรค์ มีความสูง 1,829 เมตร) เขตที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกประกอบด้วยบริเวณเทือกเขาซึ่งมีพื้นที่ 154 ตารางกิโลเมตร และรอบๆเทือกเขาอีก 142 ตารางกิโลเมตร
เขาหวงซานถือกำเนิดขึ้นในมหายุคเมโซโซอิก เมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน โดยเกิดจากพื้นก้นทะเลยกตัวขึ้นสูง ต่อมาในยุคควอเทอร์นารี พื้นผิวของเทือกเขาถูกธารน้ำแข็งกัดเซาะเป็นเวลานาน จนเกิดเป็นเสาหินขึ้นทั่วไป และต่อมาก็เกิดป่าขึ้นบนเสาหินเหล่านั้น
ในสมัยราชวงศ์จิ๋น เทือกเขาหวงซานมีชื่อเรียกว่า ยี่ซาน ชื่อในปัจจุบันได้รับการตั้งขึ้นใหม่ โดยนักประวัติศาสตร์พบข้อเท็จจริงนี้จากกวีนิพนธ์ของ Li Po ซึ่งได้กล่าวถึงเทือกเขาหวงซานด้วยชื่อในปัจจุบัน
พืชที่ขึ้นอยู่ในบริเวณเทือกเขาหวงซานจะแตกต่างกันไปตามระดับความสูง ที่ความสูงต่ำกว่า 1,100 เมตร จะเป็นป่าชื้น ความสูงระหว่าง 1,100-1,800 เมตร จะเป็นป่าผลัดใบ และความสูงตั้งแต่ 1,800 เมตรขึ้นไป จะเป็นทุ่งหญ้าในลักษณะที่ขึ้นอยู่ตามที่สูง บริเวณเทือกเขามีพรรณไม้หลากหลายชนิด จากการสำรวจพบว่ามีพืชจำพวกพืชไม่มีท่อลำเลียงจำนวน 1 ใน 3 จากตระกูลที่มีอยู่ในจีน และตระกูลเฟิร์นถึงครึ่งหนึ่งจากจำนวนตระกูลทั้งหมดในจีน อยู่ในเทือกเขานี้
เนื่องจากยอดเขาต่างๆมักจะอยู่เหนือระดับของเมฆ ทำให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของก้อนเมฆได้จากยอดเขา และทำให้เกิดปรากฏการณ์แสงอันน่าอัศจรรย์ ทั้งปรากฏการณ์ทะเลเมฆ และแสงพระพุทธ เป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาชม โดยเฉลี่ยแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์แสงพระพุทธขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง
น้ำพุร้อนบริเวณเทือกเขาหวงซานจะอยู่ที่ใต้ยอดเขาเมฆม่วง (Purple Cloud Peak) น้ำจาน้ำพุร้อนเหล่านี้จะมีอุณหภูมอยู่ที่ 45 °C ตลอดทั้งปี บ่อน้ำร้อนส่วนใหญ่ในบริเวณนี้จะถูกเรียกรวมกันว่า Songgu Area
ยอดเขาขนปุย (Fur Peak) เป็นบริเวณที่มีชื่อเสียงมาจากชาเขียวที่ได้จากบริเวณเทือกเขา โดยชื่อของยอดเขามีที่มาจากขนอ่อนที่ปกคลุมใบชาเป็นปุย
เขาหวงซานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน ค.ศ.1990 เนื่องมาจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หายากและถูกคุกคามหลายชนิด
 
 

เขาเอ๋อเหมยซานและพระพุทธรูปเล่อซาน
Mount Emei Scenic Area, including Leshan Giant Buddha Scenic Area

emeishan01
 
เขาเอ๋อเหมยซาน (ง้อไบ๊) และพระพุทธรูปเล่อซาน คือแหล่งมรดกโลกแบบผสม ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน
ประเทศจีน เขาเอ๋อเหมย หรือง้อไบ๊เป็นพุทธสถานที่สำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น และเจริญสูงสุดในสมัย
ราชวงศ์ซ่ง ส่วนพระพุทธรูปเล่อซานนั้นเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มากสลักอยู่บนผาที่เริ่มสร้างขึ้นในปี
พ.ศ. 1256 (ค.ศ. 713) ถึงแม้จะอยู่กันต่างที่ แต่เขาเอ๋อเหมยซานและพระพุทธรูปเล่อซานได้รับรวมลงทะเบียน
เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "ภูมิทัศน์แห่งเขาเอ๋อเหมยและพระพุทธรูปเล่อซาน" เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีมา
ตั้งแต่สมัยโบราณ พื้นที่บริเวณนี้จึงมิได้ถูกพัฒนาหรือทำลายแต่อย่างใด ยังคงความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์
อยู่ดั่งเดิม ดังนั้นมรดกโลกแห่งนี้จึงมิได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม แต่เป็นประเภทผสมระหว่าง
วัฒนธรรมและธรรมชาติแทน
ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นมรดกโลกเขาเอ๋อเหมยซานและพระพุทธรูปเล่อซานได้
ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1996
 
 

เขาอู่อี๋ซาน / Mount Wuyi

wuytishan01
 
เขาอู่อี๋ซาน เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ เป็นภูเขาอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน มีอาณาเขต 70 ตารางกิโลเมตร
มรดกโลกเขาอู่อี๋ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1999
เขาอู่อี๋ซานครอบคลุมพื้นที่ของเขตอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมและ ธรรมชาติ 4 เขต ได้แก่ เขตทิวทัศน์เขาอู่อี๋ซาน เขตอนุรักษ์ธรรมชาติเขาอู่อี๋ซาน โบราณสถาน และเขตอนุรักษ์ต้นน้ำจิ่วฉี่ว์ซี และยังเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนาตลอดจนแหล่งผลิตชาด้วย
ธารน้ำจิ่วฉี่ว์ซีหรือธารน้ำ 9 โค้งมีต้นกำเนิดจากด้านใต้ของหวงกั่งซันซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดของอู่อี๋ซาน มีความยาวทั้งสิ้น 62.8 เมตร จากตะวันตกไหลเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปสู่ตะวันออก น้ำบริสุทธิ์ใสสะอาด ทิวทัศน์ของแต่ละโค้งสวยตระการตาไม่ซ้ำกัน
ตำนานเกี่ยวกับทิวทัศน์สองฝั่งธารน้ำ ขุนเขาและก้อนหินที่ตั้งอยู่ริมธารต่างมีรูปลักษณ์ของสัตว์อย่างสมจริงสมจังและมีชีวิตชีวา เช่น ปากกบ รูปเต่า ยอดเขาปากนกอินทรี รูปแจกันวิเศษปราบปิศาจ ยอดเขานางฟ้า ยอดเขาเทียนโหยวสูงกว่าระดับน้ำทะเล 410 เมตร เป็นยอดเขาสำหรับชมวิวที่สูงที่สุดภายในเขตนี้ เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็จะเห็นทิวทัศน์ที่สวยตระการตาทั้งหมดของอู่อี๋ซาน
 

 

 
 
 
company_profile thai chinese english